ปิดเกมโอมิ! แม่–พ่อเลี้ยงพาลูก 14 ลวงรัก รีดเงินเหยื่อกว่า 8 ล้าน

83

“ปฏิบัติการ “ปิดเกมโอมิ”ลวงรักสู่กรงเงิน! ทลายเครือข่ายแม่–พ่อเลี้ยง พาลูกสาววัย 14​ ลวงหนุ่มใหญ่กรรโชกทรัพย์ผู้เสียหายหลายราย สูญเงินกว่า 8 ล้าน

วันที่ 15 ม.ค.พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน รอง ผบช.ก.
พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ปคม.พ.ต.อ.ก่อเกียรติ วุฒิจำนงค์ ผกก.1 บก.ปคม.พ.ต.ต.ก่อเกียรติ เกียรติตั้ง สว.(สอบสวน) กก.1บก.ปคม. ร่วมกันแถลงจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 3 ราย ดังนี้

น.ส.ชมพูนุช อายุ 36 ปี นายบุญฤทธิ์ อายุ 57 ปี นายกันณะเร็ชณ์ อายุ 49 ปี ทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลอาญา ที่ 110-112/2569
ลงวันที่ 12 ม.ค.69ข้อหา “เป็นอั้งยี่ โดยเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย, ร่วมกันกรรโชก โดยข่มขืนใจผู้อื่น ให้ ยอมให้ หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์และร่วมกันฟอกเงิน”

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า คดีนี้สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายกับพวกรวม 4 ราย เข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปคม. เพื่อให้การและแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับ น.ส.ชมพูนุชฯ กับพวก โดยกลุ่มผู้เสียหายให้การว่า น.ส.ชมพูนุชฯมีพฤติการณ์คือมีการนำเด็กคือ น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 14 ปี ซึ่งเป็นบุตรสาวของตนแท้ ๆ มาแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ อันเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับกรรโชกทรัพย์ หรือความผิดที่เกี่ยวข้อง เหตุเกิดในพื้นที่​จ.อ่างทอง ,สุโขทัย ,กาญจนบุรี ,เพชรบุรี และกทม.ซึ่งเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวเนื่องกันหลายท้องที่

ด้านพ.ต.อ.ก่อเกียรติ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปคม. ได้เร่งดำเนินการสืบสวนและตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดจนพบว่า น.ส.ชมพูนุชฯ ผู้เป็นมารดา มีพฤติการณ์ติดต่อทักทายหนุ่มใหญ่ผ่านแอปพลิเคชันโอมิ (OMI) ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นเกี่ยวกับการหาคู่ เพื่อคัดเลือกเหยื่อผ่านช่องทางออนไลน์ โดยจะทำทีทักพูดคุยสนทนาสร้างความสนิทสนม และความไว้วางใจในลักษณะเชิงรักใคร่โดยน.ส.ชมพูนุชนั้นได้วางแผนร่วมกับนายบุญฤทธิ์ฯ ผู้ต้องหาที่อ้างตัวเป็นบิดาของ น.ส.เอ และนัดพบกับกลุ่มผู้เสียหายแต่ละราย โดยมีเจตนาแอบแฝงในการให้กลุ่มผู้เสียหายร่วมมีเพศสัมพันธ์กับ น.ส.เอ

พ.ต.อ.ก่อเกียรติ กล่าวอีกว่า หลังจากนั้นเมื่อ น.ส.เอ แยกกับผู้เสียหายแล้ว​ น.ส.ชมพูนุชจะสอบถาม น.ส.เอ ว่ามีเพศสัมพันธ์กับผู้เสียหายหรือไม่ เมื่อ น.ส.เอรับว่ามีเพศสัมพันธ์กับผู้เสียหายแต่ละรายจริง น.ส.ชมพูนุช และนายบุญฤทธิ์ก็จะไปเรียกทรัพย์สินจากผู้เสียหาย โดยโทรศัพท์ติดต่อกับผู้เสียหาย อ้างว่าน.ส.เอ มีอายุไม่ถึง 18 ปี พร้อมข่มขู่และเรียกเงินจากผู้เสียหาย ลักษณะกรรโชกทรัพย์ เป็นจำนวนเงินตั้งแต่ 2–4 ล้านบาท เพื่อแลกกับการไม่แจ้งความดำเนินคดี

พ.ต.อ.ก่อเกียรติ กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินและพฤติการณ์โดยละเอียด พบว่ากลุ่มต้องหามีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน มีการปกปิดวิธีการดำเนินการ และสร้างตัวละครหลายบทบาทเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อผู้เสียหาย และให้นายกันณะเร็ชณ์โทรศัพท์ไปอ้างตนว่าเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจแห่งหนึ่งในจ.พระนครศรีอยุธยา และให้ นายบุญฤทธิ์ซึ่งมีสถานะเป็นพ่อเลี้ยงของ น.ส.เอ อ้างตัวว่าเป็นบิดาที่แท้จริง เพื่อวางแผนร่วมกันข่มขู่เรียกเงินจากผู้เสียหาย จากการสืบสวนเพิ่มเติม พบด้วยกลุ่มผู้ต้องหาร่วมกันวางแผนโดยกรรโชกทรัพย์ผู้เสียหายมาแล้วหลายราย และรับเงินจากผู้เสียหายไปแล้วกว่า 8 ล้านบาท โดยได้นำเงินดังกล่าวไปเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์สิน ยักย้าย ถ่ายเท อาทิ การนำเงินที่ได้รับจากผู้เสียหายไปซื้อทองคำ รถยนต์ และที่ดิน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5–8 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขออนุมัติศาลออกหมายค้นและหมายจับต่อศาลอาญา ก่อนเปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 3 แห่ง คือบ้านพักในพื้นที่ต.ดอนแสลบ อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี และบ้านพักอีก 2 แห่งในพื้นที่ ต.บางมัญ อ.เมืองจ.สิงห์บุรี

พร้อมกันนี้ยังตรวจยึดของกลางเป็นสมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 3 เล่ม,โฉนดที่ดิน จำนวน 3 ฉบับ สร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่อง จำนวน 40 รายการ
โทรศัพท์มือถือ,อาวุธปืนลูกซอง รวมทรัพย์สิน กว่า 4,000,000 บาท เบื้องต้นสอบสวน ผู้ต้องหา ให้การปฏิเสท นำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปคม.ดำเนินคดีต่อไป

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวอีกว่าตนขอฝากเตือนภัยไปยังประชาชน ให้เพิ่มความระมัดระวังในใช้สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจมีกลุ่มผู้กระทำความผิดนำเด็ก
และเยาวชนมาเป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรม เช่น การค้ามนุษย์ หรือการล่อลวงเด็กและเยาวชนผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะกรณีที่มีการนัดพบเด็กและเยาวชนในลักษณะกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องเงินหรือผลประโยชน์โดยมิชอบ หากพบพฤติการณ์เข้าข่ายหลอกลวง ข่มขู่ หรือแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อเรียกรับทรัพย์ ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที