นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม. พรรคประชาชน แสดงความยินดีกับมติของที่ประชุมวุฒิสภา ที่เห็นชอบร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เพิ่มสิทธิการลาคลอดจาก 90 วันเป็น 120 วัน และยังเปิดโอกาสให้คุณแม่สามารถลาต่อได้อีก 15 วันในกรณีที่บุตรเจ็บป่วยหรือมีภาวะพิเศษ โดยไม่ถูกหักค่าจ้าง ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับสิทธิแรงงานและการคุ้มครองครอบครัว
นายณัฐชา กล่าวว่า การขยายสิทธิการลาคลอดครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงการให้ความสำคัญต่อสุขภาพของแม่และเด็ก แต่ยังช่วยสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว และทำให้แรงงานหญิง โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อย สามารถดูแลลูกได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลว่าจะขาดรายได้ ถือเป็นการลงทุนทางสังคมที่คุ้มค่า เพราะเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างเหมาะสมตั้งแต่ช่วงแรกเกิดจะมีพัฒนาการที่ดีกว่า ซึ่งย่อมส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของทุนมนุษย์ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม นายณัฐชาเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการเร่งผลักดันให้กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว โดยกำหนดให้มีผลบังคับใช้ภายใน 30 วันหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อไม่ให้แรงงานเสียสิทธิ์ที่ควรได้รับ และเพื่อให้หน่วยงานรัฐ สถานประกอบการ รวมถึงนายจ้างทุกภาคส่วนสามารถปรับตัวและเตรียมการรองรับได้อย่างทันเวลา หากการบังคับใช้ล่าช้า ผลเชิงบวกที่สังคมควรได้รับจะถูกเลื่อนออกไปโดยไม่จำเป็น
นายณัฐชา เสนอเป้าหมายเชิงนโยบายในอนาคตว่า ประเทศไทยควรมุ่งไปให้ถึงมาตรฐานสากล โดยการผลักดันสิทธิการลาคลอดให้ครอบคลุมระยะเวลา 180 วัน ซึ่งหลายประเทศได้แสดงให้เห็นแล้วว่าการให้สิทธิลาคลอดที่ยาวนาน ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิต แต่ยังช่วยสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่เข้มแข็ง เช่น สวีเดน ที่ให้สิทธิลาพักเลี้ยงลูกได้รวมกว่า 480 วัน โดยสามารถแบ่งสิทธินี้ระหว่างพ่อและแม่ เพื่อสร้างความเท่าเทียมและลดภาระที่ตกอยู่กับผู้หญิงเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่ นอร์เวย์ อนุญาตให้ลาคลอดได้สูงสุด 49 สัปดาห์ โดยยังได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน หรือเลือกใช้สิทธิแบบยาวขึ้นเป็น 59 สัปดาห์ โดยได้รับค่าจ้างในอัตราลดหลั่นลง ส่วน ญี่ปุ่น ก็กำหนดสิทธิการลาคลอดที่ยืดหยุ่น โดยให้คุณแม่ลาคลอดได้ 14 สัปดาห์ และสามารถลาพักเลี้ยงลูกได้จนถึงลูกอายุครบ 1 ปี ซึ่งในกรณีจำเป็นสามารถขยายได้ถึง 2 ปี ขณะที่ในภูมิภาคอาเซียนเอง เวียดนาม มีการให้สิทธิลาคลอดนานถึง 6 เดือน แสดงให้เห็นว่าการยืดระยะเวลาลาคลอดเป็นไปได้และได้รับการยอมรับในหลายประเทศ
“นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ดี แต่เราต้องก้าวไปให้ไกลกว่าเดิม เป้าหมายต่อไปคือการผลักดันให้สิทธิลาคลอด 180 วันเกิดขึ้นจริง เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับแรงงาน ครอบครัว และอนาคตของประเทศไทย” นายณัฐชา กล่าวทิ้งท้าย

