หน้าแรก แท็ก พรรคการเมือง

พรรคการเมือง

‘ไพศาล’ เตือน ‘ลุงตู่’ คิดรอบคอบหากรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมือง

อาจจะติดคุกหรือถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองหรือถูกเพิกถอน ออกจากตำแหน่งได้ง่ายๆ

‘นพดล’ สะกิดไม่เห็นพรรคใดแย่งเข้าไปบริหารกระทรวงศึกษาธิการ

ย้ำปัญหาคุณภาพการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญและเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข

รัฐบาลแจง พ.ร.ก.ประมง เป็นผลดีต่อประเทศ

ติงกลุ่มการเมืองเสนอยกเลิกบางมาตรา ส่อทำลายล้างทรัพยากร ฝ่าฝืนกติกาสากล

‘พท.’ ยุส่ง ‘อนาคตใหม่’ ชน10พรรคเล็กปมขาดคุณสมบัติเป็น ส.ส.

สามารถเข้าชื่อ และยื่นต่อประธานสภาได้ ซึ่งประธานสภาจะต้องส่งเรื่องไปตรามบทบัญญัติของกฎหมาย
20,132แฟนคลับชอบ
2,238ผู้ติดตามติดตาม

Hot Topics

“รพ.ตร.” ได้รับรางวัลชนะเลิศ นวัตกรรมสื่อสารไร้สายผ่านห้องความดันลบ อันดับ 1 ในประเภท Covid-19

วันที่​ 7 ก.ค. ​2563​ ศูนย์ประชาสัมพันธ์โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยว่า จากสถาบันพัฒนาสุขภาพเขตเมือง กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จัดประกวดนวัตกรรม GREEN & CLEAN Hospital ปี 2563 ซึ่งกลุ่มงานพยาบาล โรงพยาบาลตำรวจ ส่งนวัตกรรมสื่อสารไร้สายผ่านห้องความดันลบ ผู้ป่วยโควิด-19 (Smart Talk...

วิจัยกรุงศรีปรับคาดการณ์ GDP ปีนี้ คาดติดลบ 10.3% จากพิษโควิด-19 ก่อนฟื้นตัวที่ 2.9% ในปี 2564

วิจัยกรุงศรีคาดการณ์เศรษฐกิจไทยจะหดตัว 10.3% ในปี 2563 จากเดิมที่คาดว่าจะติดลบ 5% โดยมองว่าเศรษฐกิจในภาพรวมมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่รุนแรงและยาวนานกว่าที่คาดและผลกระทบทางลบที่ส่งต่อเป็นทอดๆไปยังภาคส่วนเศรษฐกิจอื่นๆดร.สมประวิณมันประเสริฐผู้บริหารสายงานวิจัยและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แม้ไทยจะไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศมากว่า 1 เดือนและมีการผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์แต่มาตรการเฝ้าระวังเช่นการรักษาระยะห่างทางสังคมการระงับการบินระหว่างประเทศรวมทั้งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคยังกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องส่งผลให้วิจัยกรุงศรีปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้และมองว่าจะหดตัว 10.3% ซึ่งต่ำกว่าช่วงวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชียในปี 2541 แต่เศรษฐกิจจะค่อยๆฟื้นตัวและเติบโตที่ 2.9% ในปี 2564”วิจัยกรุงศรีมองว่าจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกที่พุ่งขึ้นเกิน 10 ล้านรายและยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องรวมทั้งความเสี่ยงของการเกิดการระบาดรอบสองในหลายประเทศอาจทำให้การบังคับใช้มาตรการห้ามเที่ยวบินระหว่างประเทศนานกว่าที่คาดไว้ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวอย่างมากประเทศไทยพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวในสัดส่วนสูงจึงเป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางมากจากผลกระทบของโควิด-19 โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาไทยในปีนี้จะลดลงถึง 83% แม้จะมีการเปิดประเทศด้วยการท่องเที่ยวแบบจับคู่เดินทาง (Travel Bubble Policy) แต่คาดว่าณกลางปี 2564 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะยังคงน้อยกว่า 1 ล้านคนต่อเดือนการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและผลกระทบทางลบที่ส่งต่อไปยังภาคหลายส่วนอาจทำให้แรงงานในไทยประมาณ 80% ได้รับผลกระทบในช่วงที่มีการระบาดหนักของโควิด-19 จากเดิมคาดไว้ที่ 50% และในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้คาดว่าจะยังมีแรงงานที่ได้รับผลกระทบประมาณ 30% จากเดิมคาดไว้ที่ 10% ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของครัวเรือนและความสามารถในการใช้จ่ายของประชาชน ทั้งนี้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาสู่ระดับต่ำสุดที่ 0.5% และการผ่อนคลายมาตรการทางการเงินต่างๆน่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจได้บางส่วนอย่างไรก็ตามหลังจากพ้นช่วงเวลาของมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs คาดว่าหนี้สินของภาคธุรกิจและหนี้สินของภาคครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นในเร็วๆนี้ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเลิกจ้างงานและภาคการเงินของประเทศ “นอกจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่คาดว่าจะฉุดให้เศรษฐกิจไทยหดตัว 10.6% ในปีนี้ความล่าช้าของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและปัญหาภัยแล้งจะส่งผลให้การเติบโตของ GDP ลดลงไปอีก 1% และ 0.4% ตามลำดับแม้จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทยอยออกมาซึ่งคาดว่าจะหนุนให้เศรษฐกิจโตได้ราว 1.7% นโยบายการเงินและการคลังที่ประกาศออกมาอาจจะไม่เพียงพอในการยับยั้งการถดถอยของเศรษฐกิจและอาจไม่มากพอที่จะกระตุ้นให้การเกิดการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและการลงทุนของภาคเอกชนวิจัยกรุงศรีจึงมองว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในรูปแบบตัวยู (U-shaped Recovery) แต่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะเปลี่ยนไปเป็นการฟื้นตัวแบบตัวแอล (L-shaped Recovery) จากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่รุนแรงและยาวนานเกินกว่าที่คาดไว้” ดร.สมประวิณกล่าวเพิ่มเติม

พท.ชี้ถึงเวลารัฐต้องปรับเปลี่ยนทีมศก.

<!--[CDATA[ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล กรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวว่าปัญหาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ สอดคล้องกับผลสำรวจความคิดเห็น ของประชาชนที่ต้องการเห็นการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี ซึ่งส่วนตัวเห็นว่า ถึงเวลาที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการทำงานของคณะรัฐมนตรี เพราะที่ผ่านมายังไม่เข้าใจปัญหาทางเศรษฐกิจที่แท้จริง จึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ สะท้อนได้จากการทำงานตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ จะมองเฉพาะมิติของ’เศรษฐกิจมหภาค’ ละเลยการดูแลในกลุ่ม ‘Real Sector’ เมื่อการเติบโตไปเพิ่มที่เอกชนรายใหญ่จึงเสมือนว่าเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าได้ แต่ในความเป็นจริงผู้ประกอบการระดับกลางจนถึงระดับล่าง เกิดวิกฤตอย่างหนักไม่มีเงินทุนเหลือ และถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งล้วนติดลบทั้งสิ้น ทำให้ประชาชนระดับกลางถึงล่างมีภาระหนี้สิน ขณะที่การดูแลประชาชน รวมถึงการออกมาตรการผ่อนคลายต่างๆ ไม่สามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เกิดความยากลำบากได้จริง...