น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกสภาปฎิรูปแห่งชาติ(สปช.) และอดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความเฟสบุ๊คส่วนตัว ‘Rosana Tositrakul‘ กล่าวถึงกรณีความคืบหน้าการสอบสวนของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในกรณีการครอบครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า ปปช.โปรดดูตัวอย่างประเทศอินโดนีเซียที่มีการสอบสวนนายโนวันโต ประธานรัฐสภาอย่างมีประสิทธิภาพอันสืบเนื่องจากภาพการสวมใส่นาฬิกาหรูริชาร์ด มิลล์ของประธานรัฐสภา ทำให้มีการสืบสาวจนพบการรับสินบนของประธานรัฐสภาจากโครงการทำบัตรประชาชนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทำให้รัฐเสียหายเป็นเงินถึงกว่า 173 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5,638 ล้านบาท

“ถ้าเปรียบเทียบการตรวจสอบคดีนาฬิกาหรูของประธานรัฐสภาอินโดนีเซียกับพล.อ ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองหัวหน้าคสช.รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันคือเดือนธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา ปรากฎว่าการตรวจสอบฝ่ายการเมืองระดับสูงของอินโดนีเซียมีประสิทธิภาพมากกว่าปปช.บ้านเราอย่างไม่เห็นฝุ่น” น.ส.รสนา กล่าว

น.ส.รสนา กล่าวต่อไปว่า ในระยะเวลาเท่ากัน ฝ่ายตรวจสอบของอินโดนีเซียดำเนินการอย่างเห็นหน้าเห็นหลัง ไม่มีการลูบหน้าปะจมูกแบบไทย เจ้าหน้าที่หน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชัน ของอินโดนีเซีย บุกเข้าควบคุมตัวและตั้งข้อกล่าวหารับสินบนในโครงการดังกล่าวเป็นเงินไม่น้อยกว่า 7.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 238 ล้านบาท พบว่ามีการผ่านบัญชีธนาคารของนิติบุคคลทั้งในและต่างประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ขณะที่มีรายงานว่า เขายังได้รับสินบนเป็นนาฬิกาหรู ยี่ห้อริชาร์ด มิลล์ มูลค่าถึง 135,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4.4 ล้านบาท เพื่อให้รับรองว่ารัฐสภาของอินโดนีเซียจะยอมโหวตให้ผ่านโครงการดังกล่าว กรณีนี้ตรวจสอบแล้ว ส่งฟ้องศาลอย่างรวดเร็วคณะผู้พิพากษาศาลจาการ์ตาใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมงในการอ่านเอกสารประกอบคำพิพากษา รวมถึงบรรยายพฤติกรรมการทุจริตของ นายโนวันโต ก่อนมีคำพิพากษาให้จำเลยมีความผิดในข้อหาคบคิดกันทุจริต จึงตัดสินจำคุก 15 ปี ปรับ 36,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.13 ล้านบาท พร้อมทั้งห้ามรับตำแหน่งราชการเป็นเวลา 5 ปีหลังพ้นโทษจำคุก และต้องชดใช้เงินในส่วนที่เขาโกงไป 7.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 238 ล้านบาทอีกด้วย

“ส่วนการตรวจสอบนาฬิกาหรูของพล.อ ประวิตรนั้น ปปช.จะดึงเกมให้ยาวนานไปอีกเท่าไหร่ หรือกำลังหาทางปิดคดีแบบไม่มีอะไรผิดปกติ!?!” น.ส.รสนา กล่าว

น.ส.รสนา กล่าวทิ้งท้ายว่า ปปช.ต้องเลือกระหว่างการเป็นนักตรวจสอบมืออาชีพ ที่รักษาเครดิตความน่าเชื่อถือขององค์กรเอาไว้ต่อไป หรือจะเลือกเป็นแค่สารฟอกขาวที่ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน และคงไม่แคล้วถูกประชาชนเจ้าของภาษีบริภาษว่าเป็นหน่วยงานที่สมควรถูกยุบทิ้งไปได้แล้ว เพราะอยู่ต่อไปก็สิ้นเปลืองข้าวสุกเปล่าๆ ใช่หรือไม่

“ปปช.อยากเลือกเป็นแบบไหน ก็ขอให้เลือกเร็วๆ อย่ารอช้า!! เรื่องนี้เวลาไม่สามารถทำให้ประชาชนลืมได้อย่างแน่นอน!!!” น.ส.รสนา กล่าว

[fb_pe url=”https://www.facebook.com/rosana.tsk/posts/1915458165165346″ bottom=”30″]