ttb analytics ลุ้นเศรษฐกิจพ้นจุดต่ำสุดของโควิดในไตรมาส 4 รุกฉีดวัคซีนพื้นที่แดงเข้ม 70% หนุน GDP ทั้งปี 64 ยังโตได้ 0.3%

364

GDP ครึ่งปีแรกโตได้ 2% แม้ได้รับพิษโควิดระลอก 3 เหตุส่งออกโตแข็งแกร่ง
ล่าสุดสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจฯ (สศช.) รายงานจีดีพีไตรมาส 2 กลับมาขยายตัว 7.5% จากช่วงเดียวกันของปี2563   ซึ่งเป็นผลของปัจจัยฐานต่ำที่มีการใช้มาตรการฟูลล็อกดาวน์เป็นสำคัญและยังขยายตัวได้ 0.4% เทียบกับการฟื้นตัวในไตรมาสแรกโดยได้รับผลกระทบจากการกลับมาระบาดของโควิดระลอก 3 ซึ่งทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศชะลอลงอีกครั้งโดยเฉพาะการทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนหดตัว  2.5% ซึ่งเป็นผลจากมาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มงวดขึ้นการปิดกิจการบางประเภทอาทิโรงแรมร้านอาหารแหล่งท่องเที่ยวทั้งนี้ในไตรมาสนี้ได้แรงหนุนจากภาคการส่งออกที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องเป็นหลักทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจครึ่งปีแรกยังคงขยายตัวได้ดีกว่าคาด

คาด GDP ไตรมาส 3 หดตัวหนัก เหตุได้รับผลกระทบชัดเจนของโควิดระลอก 3
ในช่วงต้นไตรมาส 3 สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 รุนแรงมากขึ้นและกระจายเป็นวงกว้างนำไปสู่การใช้มาตรการล็อกดาวน์ในพื้นที่สีแดงเข้มรวม 29 จังหวัดซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็น 77% ของจีดีพีประเทศดังนั้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบต่อเนื่องและทรุดตัวลงโดยสะท้อนจากเครื่องชี้วัดด้านการเดินทางของ Facebook Mobility Index โดยเฉพาะในจังหวัดที่ล็อกดาวน์ลดลงต่ำกว่าช่วงล็อกดาวน์ทั้งประเทศในการระบาดระลอกแรกและยังมีแนวโน้มที่จะลดลงได้อีกหากมีการขยายช่วงเวลาล็อกดาวน์เพิ่มเติมนอกจากนี้การเกิดคลัสเตอร์โรงงานกระจายไปหลายภาคการผลิตอุตสาหกรรมและหลายจังหวัดนำไปสู่ปัญหา Supply Disruption และอาจเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกที่เป็นตัวแปรเดียวขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีนี้ทั้งนี้จากยอดผู้ติดเชื้อรายวันที่ยังคงเพิ่มขึ้นแตะระดับกว่า 2 หมื่นคนทำให้รัฐขยายระยะเวลาล็อกดาวน์คุมเข้มไปถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2564 เป็นแรงกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ให้ลดลงอย่างชัดเจน

รุกฉีดวัคซีนในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑลได้ 70% เป็นเงื่อนไขนำไปสู่การคลายล็อกดาวน์  ปลุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นไตรมาส 4
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบีหรือ ttb analytics มองเงื่อนไขสำคัญที่นำไปสู่การผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ได้แก่สถานการณ์การระบาดอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ซึ่งสมมติฐานที่ใช้คือยอดผู้ติดเชื้อรายวันจะเพิ่มขึ้นสูงสุดในระดับ 25,000-30,000 คนภายในปลายเดือนสิงหาคมนี้ควบคู่ไปการกระจายวัคซีนสอดคล้องกับยอดผู้ติดเชื้อในพื้นที่ซึ่งใช้ตัวบ่งชี้เป็น70% ของประชากรกรุงเทพฯและปริมณฑลที่ได้รับวัคซีนเข็มแรก


โดยหากประมาณการโดยใช้อัตราฉีดวัคซีน 3 แสนโดสต่อวัน (เป็นค่าเฉลี่ย 7 วันย้อนหลังจนถึงขณะนี้) จะสามารถครอบคลุมประชากรในกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้ 70% ในต้นเดือนกันยายน (จากขณะนี้มีผู้ที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดสอยู่ 8 ล้านคนคิดเป็น 54%ของประชากรในกรุงเทพฯและปริมณฑล) ภายใต้การบริหารจัดการวัคซีนที่เป็นไปตามแผนทำให้มีปริมาณวัคซีนรองรับเพียงพอและยอดผู้ติดเชื้อปรับลดลงต่อเนื่องทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะเริ่มกลับมาฟื้นได้ในเดือนตุลาคม 2564ทั้งนี้หากรักษาอัตราการฉีดวัคซีนได้ในระดับนี้ต่อเนื่องจะสามารถครอบคลุมประชากรในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลได้ 70%หรืออีกนัยคือประเทศเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ใด้ภายในเดือนธันวาคม 2564 

สำหรับการปรับตัวของแต่ละองค์ประกอบพบว่าการบริโภคภาคเอกชนจะเริ่มมีสัญญาณดีขึ้นแต่ยังเปราะบางอยู่มากเมื่อมีการปลดล็อกมาตรการปิดกิจการในพื้นที่ควบคุมสีแดงการปิดแคมป์ก่อสร้างการปิดคลัสเตอร์โรงงานและเมื่อรวมกับเม็ดเงินจากมาตรการเยียวยาที่คาดว่าจะมีต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือลูกจ้างแรงงานในกิจการและอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์รวมทั้งเดินหน้าโครงการในแผนงานกระตุ้นเศรษฐกิจของพ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทที่ชะลอไปในช่วงสถานการณ์โควิดโดยมีการเบิกจ่ายเพียง 28% คาดว่าจะช่วยประคองการบริโภคไม่ให้ทรุดหนักโดยมีแนวโน้มที่จะทรงตัวจากปีก่อนหน้าส่วนการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะยังคงได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดแคมป์ก่อสร้างที่ทำให้เกิดปัญหาการโยกย้ายแรงงานจากพื้นที่ก่อสร้างและการชะลอโครงการของภาครัฐบางส่วนโดยเฉพาะในกรุงเทพฯและปริมณฑลทำให้การลงทุนภาคเอกชนในปีนี้ฟื้นตัวช้าขณะที่ภาคการท่องเที่ยวนำร่องด้วยภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์คาดว่าเป็นจุดเริ่มต้นการสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวให้เริ่มกลับมาแต่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะยังมีจำนวนไม่มากนักโดยปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวทั้งปี 2564 อยู่ที่ 1 แสนคน


ทั้งนี้จากปัจจัยเศรษฐกิจในแทบทุกด้านโดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังที่ยังไม่สามารถกลับสู่ระดับปกติโดยเป็นเพียงการเริ่มฟื้นตัวจากฐานต่ำในปีก่อนหน้ามีเพียงภาคการส่งออกที่เติบโตได้โดยคาดว่าทั้งปี 2564 จะโตได้ 9.4% และมาตรการภาครัฐที่เป็นแรงพยุงเศรษฐกิจแต่โดยรวมก็ไม่สามารถชดเชยกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศที่ลดลงมากได้ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analyticsคาดโมเมนตัมเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ปี 2564 นี้ จะยังหดตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และจะกลับมาเป็นบวกได้เล็กน้อยในไตรมาส 4 หลังประเมินการแพร่ระบาดจะสามารถกลับเข้าสู่ระดับควบคุมได้อีกครั้ง ซึ่งนำไปสู่การคลายล็อกดาวน์ในช่วงต้นกันยายน ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2564 ขยายตัว 0.3% ลดลงจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 0.9%


ทั้งนี้หากแผนการฉีดวัคซีนคืบหน้าได้ดีต่อเนื่องและไม่เกิดการระบาดรุนแรงระลอกใหม่คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2565 จะกลับมาขยายตัวได้ที่ร้อยละ 3.2 ซึ่งเป็นการฟื้นตัวจากฐานต่ำ


อย่างไรดี หากยอดผู้ติดเชื้อยังคงสูงต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกันยายน ทำให้ต้องขยายการล็อกดาวน์ไปจนถึงสิ้นไตรมาส 3 ปี 2564 นี้ และเงื่อนไขการกระจายวัคซีน ที่จะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ 70% ยืดออกไปเป็นไตรมาส 1 ของปี 2565  กอปรกับการส่งออกของไทยอาจได้รับผลกระทบจากความต้องการในตลาดอาเซียนชะลอลงโดยเฉพาะอินโดนีเซียมาเลเซียจากการใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้งซึ่งเป็นผลจากเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่โดยอาจทำให้การส่งออกของไทยเติบโตลดลงไปที่ 6.6%  ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จะฉุดให้เศรษฐกิจทั้งปี 2564 หดตัว หรือกล่าวได้ว่าวิกฤตโควิดทำให้เราอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นครั้งแรกหลังวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ที่ผ่านมา