“ยุทธวิธี ที่ฝึกมาตามหลักสากลหายไปใหน.? ตำรวจต้องเลิกมองผู้ชุมนุมฯ เป็นศัตรู..!!!

เมื่อใดที่ประเทศมีความขัดแย้งทางการเมือง มีการชุมนุมบนท้องถนนเกิดขึ้น ตำรวจมักจะตกเป็นหนังหน้าไฟ หรือเป็นเป้าแห่งการระบายอารมรณ์ของกลุ่มผู้ชุมนุมเสมอ ด้วยความที่เป็นด่านหน้า ที่ต้องเข้าไปควบคุมสถานการณ์ และบังคับใช้กฎหมาย ตาม พรบ.ควบคุมฝูงชนฯ ให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า ตำรวจที่ควบคุมฝูงชนจะปฏิบัติตามขั้นตอนสากล ด้วยความอดทน อดกลั้น ไม่ว่าจะโดนมวลชนยั่วยุขนาดไหนก็มักจะแค่ป้องกันตัว เพราะมองว่าผู้ที่มาชุมนุม คือ ประชาชน ขณะที่พวกตน คือ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” ทำให้เมื่อการชุมนุมเสร็จสิ้น เสียงก่นด่าเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มักจะเจือจางไปอย่างรวดเร็ว แถมผู้ชุมนุมบางส่วนยัง แสดงความเห็นอกเห็นใจด้วยซ้ำ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2563 ต่อเนื่อง 2564 คือ แม้กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน หรือ อคฝ. ซึ่งมีภารกิจหลักในการรักษาความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมของมวลชนกลุ่มต่าง ๆ จะได้รับงบประมาณเพิ่มมากขึ้น มีกำลังพล และเครื่องไม้เครื่องมือที่มากและทันสมัยขึ้น มากขึ้นทุกปี และมีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ด้วยหลักสูตรนานาชาติ ที่ทันสมัยเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามหลักสากล ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน สิทธิของผู้ชุมนุมที่สามารถรวมตัวกันในที่สาธารณะโดยสงบสันติปราศจากอาวุธเพื่อแสดงความคิดเห็นได้ แต่กลับถูกสังคมตั้งคำถามตัวโต ๆ ว่า ทำไมอุปกรณ์ยิ่งดี รับการฝึกที่ดี แต่วิธีปฏิบัติยิ่งแย่ลง รุนแรงมากขึ้น ขัดต่อหลักสากลมากขึ้น มองประชาชนเป็นศัตรูมากขึ้น!?!

คลิปภาพและเสียงที่เห็นเจ้าหน้าที่ อคฝ. ในเครื่องแบบพร้อมอุปกรณ์ฝูงใหญ่เข้าทำร้ายทุบตีเตะต่อยประชาชนมือเปล่าที่หลงอยู่เพียงลำพังคนเดียว ปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง มีภาพการตะคอกตวาด และทำท่าเหมือนจะเข้าชาร์จสุภาพสตรีรายหนึ่งที่อาศัยอยู่ในคอนโดละแวกที่มีการชุมนุมจนเพื่อนตำรวจด้วยกันต้องดึงเอาไว้  การใช้อาวุธปืนจ่อศีรษะผู้ชุมนุม การเล็งกระบอกปืนเข้าใส่ผู้ชุมนุมในระดับที่สูงกว่าเอวขึ้นมา บางส่วนก็ไปอยู่บนที่สูงแล้วยิงลงมา แถมล่าสุดอัพเกรดถึงขั้นนั่งหลังรถกระบะไล่ยิงประชาชน แม้ว่าจะเป็นเพียงกระสุนยาง หรือแก๊สน้ำตา แต่ถามว่า วิธีการปฏิบัติที่กล่าวมานี้เป็นไปตามหลักสากลตรงไหน!?!

ไม่นับรวมถึงการที่จู่ ๆ ก็เปิดฉากใช้กระสุนยาง หรือแก๊สน้ำตาโดยไม่มีการประกาศแจ้งเตือน และไม่มีเหตุอันควร เนื่องจากการชุมนุมเพิ่งเริ่มและไม่ได้มีท่าทีคุกคาม หรือไม่ได้เข้าไปในระยะที่จะก่อเหตุอันตรายใด ๆ ทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า ท่าทีของตำรวจในปัจจุบันไม่เป็นมิตรกับประชาชนเอาเสียเลย มองผู้ชุมนุมซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กและเยาวชนเหมือนเป็นศัตรูที่ต้องเอาให้เจ็บให้ตายให้ได้ ยิ่งมีคลิปที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไล่ให้สื่อถอยไปอยู่หลังแนวโดยบอกสื่อว่า “ไปเลยน้อง ไปอยู่หลังแนวนั่นไป ขอพวกพี่สนุกหน่อย มันเต็มที่แล้ว” มันยิ่งตอกย้ำให้สังคมเชื่อว่า อคฝ. มองผู้ชุมนุมเป็นศัตรู การทำร้ายหรือใช้ความรุนแรงกับพวกเขาจึงเป็นความสนุก ไม่ได้มองว่า ผู้ชุมนุมก็คือ ประชาชน คือ “สันติราษฎร์” ที่พวกเขาต้องพิทักษ์!!!

ล่าสุด “ผู้การแมว” พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ อดีตผู้บังคับการกองปราบปราม ซึ่งเคยเป็นผู้ปฏิบัติการ เป็นผู้กำกับดูแล และเป็นผู้ฝึกสอน การควบคุมฝูงชน อดรนทนไม่ไหว ออกมาให้สติตำรวจรุ่นน้อง ผ่านทางเฟซบุ๊กบัญชี Supisarn Bhakdinarinath – สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ว่า การชุมนุมที่กระทำโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แม้รัฐเองจะอ้าง พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ.ใด ๆ ก็ตาม ก็ต้องใช้ในการควบคุมเท่านั้น มิใช่ใช้ในการปราบปราม เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับผิดชอบ จะต้องอำนวยความสะดวก และจัดให้มีพื้นที่การชุมนุม ตามที่ผู้ชุมนุมร้องขอ โดยในการชุมนุมครั้งล่าสุด เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้มาตรการหนัก ห้ามไม่ให้เกิดการชุมนุมโดยเด็ดขาด ใช้ยุทธวิธีตำรวจเปิดฉากปิด และยึดคืนพื้นที่จากผู้ชุมนุมด้วยเครื่องไม้เครื่องมือสารพัด ซึ่งใช้อย่างผิดหลักสากล มิหนำซ้ำยังเปิดฉากยั่วยุให้มวลชนเข้าปะทะ นี่คือความผิดพลาดอย่างยิ่งของการทำหน้าที่ตำรวจ

การชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ คือ หลักการพื้นฐานที่ทั่วทั้งโลกให้การรับรอง และประชาชนผู้มาชุมนุมนั้นบริสุทธิ์ เป็นผู้ทรงสิทธิ นี่คือหลักแรกที่รัฐจะต้องเข้าใจ และบริการอำนวยการจัดการ หากรัฐบาลจะยังใช้อำนาจในการจัดการกับการชุมนุมที่เห็นต่างและทุกข์ร้อนจากการบริหารจัดการของรัฐ ตำรวจ ควรจะต้องดูแลผู้ชุมนุมเพื่อตอบสนองความต้องการในข้อเรียกร้องและมีการเจรจาเท่านั้น แต่ที่ผ่านมามิได้กระทำตามตามนั้น เช่นที่ปรากฏ ทั้ง 2 ครั้ง กลับใช้ความรุนแรงด้วยการมีอาวุธและยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่าเข้าปราบปรามโดยอ้างว่า ชอบธรรม และเหตุเช่นนี้แหละที่จะทำให้ผู้ชุมนุมซึ่งมาด้วยความบริสุทธิ์ระบายอารมณ์ และทำลายทรัพย์สินของทางราชการ ดังที่ปรากฏ เช่น ป้ายสีชื่อองค์กร การเผาตู้ยาม และอาจจะถึงการเผาสถานีตำรวจอย่างเช่นในอดีตที่ผ่านมา และอันนี้ถือได้ว่า เป็นการทำลายประเทศชาติด้วยน้ำมือของรัฐบาลเองใช่หรือไม่?” พล.ต.ต.สุพิศาล ตั้งคำถามอย่างแหลมคม

โดย อดีต ผบก.ป. ผู้นี้ยังเรียกร้องให้ บช.น. สืบสวนสอบสวนเหตุการณ์เผาทรัพย์สินของทางราชการให้ได้ความแน่ชัดว่าใครคือ ผู้กระทำผิด เพราะเขาเชื่อว่ามันไม่ใช่เหตุที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังมีวัตถุประสงค์จะให้เกิดเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น รวมทั้งการตอบโต้กลับของผู้ชุมนุมจากการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่

ผู้การแมว ยังเรียกร้องให้ บช.น. ทบทวนการทำงานให้เป็นไปด้วยหลักการสากล ด้วยการใช้ข้อกฎหมายระเบียบที่ชอบด้วยหลักสิทธิมนุษยชนรวมถึงมนุษยธรรม โดยต้องเจรจาก่อนเป็นสำคัญ

“ถึงเวลาแล้วที่ต้อง ‘ปฏิรูปตำรวจ’ ขนานใหญ่ ให้เป็นตำรวจที่มีหัวใจประชาธิปไตย อำนวยความสะดวกให้ประชาชน มิใช่ขัดขวางสิทธิที่ประชาชนมี อย่างการปราบปราม จับกุม ใช้กฎหมายสารพัดจัดการเหมือนเห็นประชาชนเป็นศัตรูแบบที่ทำอยู่ในเวลานี้ เกียรติยศศักดิ์ศรีของตำรวจควรได้รับการฟื้นฟู ออกมาเดินดู มารับฟังประชาชนบ้างว่า วันนี้ ประชาชนเขามอง เขารู้สึกอย่างไรกับตำรวจ

ซึ่ง พล.ต.ต.สุพิศาล ทิ้งท้าย ว่าเขาเห็นคลิปวีดีโอตำรวจ คฝ. กรูกันเข้ารุมกระทืบประชาชนมือเปล่าแล้ว “รับไม่ได้จริง ๆ” !!!

นี่แสดงให้เห็นว่าแม้แต่ตำรวจเก่าซึ่งเคยเป็นทั้งผู้กำกับดูแล และเป็นผู้ฝึกอบรมตำรวจควบคุมฝูงชนแท้ ๆ ยังสัมผัสได้เลยว่า อคฝ. ยุคปัจจุบัน มองประชาชนเป็นศัตรู และสังคมโดยรวม โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนหนุ่มสาวเขาจะมองไม่ออกหรือ!?!

ต้องคอยจับตาม๊อบในครั้งต่อไป คงจะมีอาวุธหนัก ออกมาจาก ทั้งฝ่ายม๊อบเอง ฝ่ายตำรวจ และอาจเพิ่มฝ่ายที่ต้องการสร้างสถานการณ์ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างชอบธรรมให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สงครามกลางเมือง กำลังจะเกิด ประชาธิปไตย ของคนไทย ที่มักจะต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อ แลกมาด้วยชีวิต ของประชาชน มันมีการถอดบทเรียนมาแล้วหลายครั้ง และรัฐบาลเองก็เหมือนจะไม่คิดจะทบทวน

การที่ตำรวจมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงและมองประชาชนเป็นศัตรู คู่ศึกสงคราม หรือผู้ก่อการณ์ร้าย แบบนี้ ไม่ว่าจะเกิดจากนโยบายของรัฐบาล หรือจะเป็นความรู้สึกส่วนตัวของ อคฝ. บางนาย แต่ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดขององค์กร “บิ๊กปั๊ด” พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ต้องทบทวน และมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรกำชับให้ผู้ใต้บังคับบัญชาโดยเฉพาะหน่วยงานที่ต้องกำกับดูแลการชุมนุมโดยตรงอย่าง บช.น. และ บก.อคฝ. ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชน ตามมาตรฐานสากลอย่างแท้จริง ยุติการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบกับผู้ชุมนุม และเลิกมองประชาชนเป็นอริราชศัตรู แต่ต้อง “ดำรงพิทักษ์สันติราษฎร์นั้น” เพื่อให้ตำรวจกลับมาเป็นตำรวจอาชีพอีกครั้ง “อย่าให้ประวัติศาสตร์ต้องจารึกเอาไว้เลยว่าตำรวจยุคที่มี พล.ต.อ.สุวัฒน์ เป็น ผบ.ตร. เป็นตำรวจที่มีประชาชนเกลียดมากที่สุด!!!”