หน้าแรกกระบวนการยุติธรรม“ศาลแพ่ง” มีคำสั่งคุ้มครองฯ ห้าม!!! นายกฯ บังคับใช้ข้อกำหนดฉบับ 29 ออกตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตรา 9

“ศาลแพ่ง” มีคำสั่งคุ้มครองฯ ห้าม!!! นายกฯ บังคับใช้ข้อกำหนดฉบับ 29 ออกตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตรา 9

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2564 ผู้สื่อข่าวไทยแทบลอยด์ รายงานว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวต่อสาขารณะว่า เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2564 ศาลแพ่งมีคำสั่งให้รับคำ ฟ้องในคดีหมายเลขดำที่ พด6 8/2564 ที่บริษัท รีพอร์ตเตอร์ โปรดักชั่น จำกัด กับพวกรวม 12 คน ยื่นฟ้อง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอให้ศาลมีดำพิพากษาเพิกถอนข้อกำหนดที่ออกตามความใน

มาตรา 9 แห่งพระรากำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนพ.ศ.2548(ฉบับที่ 29) ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2564  พร้อมรับคำร้องขอให้ศาลไต่ คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในกรณีฉุกเฉิน โดยขอให้ศาลมีคำสั่งให้ระงับการบังคับใช้ข้อกำหนดดังกล่าวและห้ามมีให้นำมาตรการ คำสั่ง หรือการกระทำใด ๆที่สั่งการตามประกาศดังกล่าวมาใช้กับฝ่ายโจทย์ ประชาชนและสื่อมวลชนไปจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีนี้ และศาลนัดฟังคำสั่งวันที่ 6 สิงหาคม 2564 เวลา 13.30 น. นั้น

บัดนี้ ศาลแพ่งในคดีหมายเลขดำที่ พด 618/2564 ได้ออกนั่งพิจารณาไส่สวนพยานหลักฐานแล้วมีคำสั่งอันสรุปใจความได้ว่า “ข้อกำหนดฯ ข้อ ที่ห้ามเผยแพร่ข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว มิได้จำกัดเฉพาะข้อความอันเป็นเท็จดังเหตุผลและดวามจำเป็นตามที่ระบุไว้ในการออกข้อกำหนดดังกล่าว ย่อมเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของโจทก์ทั้งสิบสองและประชาชนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติคุ้มครองไว้ ทั้งยังไม่ต้องด้วยข้อกำหนดฯ ที่ระบุว่า จำเป็นต้องมีมาตรการที่กำหนดให้การใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกเป็นไปอย่างมีเหตุผล ถูกต้องตามข้อเท็จจริงตามกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนด ทั้งข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดดวามหวาดกลัวตามข้อกำหนดข้อดังกล่าวนั้น มีลักษณะไม่แน่ชัดและขอบเขตกว้าง ทำให้โจทก์ทั้ง 12 คน ประชาชนและผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนไม่มั่นใจในการแสดงความคิดเห็นและสื่อสารตามเสริภาพที่รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 34 วรรดหนึ่ง และมาดรา 35 วรรดหนึ่ง บัญญัติคุ้มครองไว้ นอกจากนี้ยังเป็นการจำกัดสิทธิและ เสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ ไม่ต้องด้วยมาตรา 26 วรรคหนึ่ง แห่งรัฐธรรมนูญ ฯ ทั้งข้อกำหนดตังกล่าวก็ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวทางในการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อมีให้มีการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่โจทก์ทั้งสิบสองหรือ ประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ ตามความในมาครา 9 วรรคสอง แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ส่วนข้อกำหนดฯ ข้อ 2 ที่ให้อำนาจระงับการไห้บริการอินเทอร์เน็ตแก่เลขที่มีการเผยแพร่ข้อความหรือข่าวสารในอินเทอร์เน็ตที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดฯ ไม่ปรากฏว่ามาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีออกข้อกำหนดให้ดำเนินการระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ต จึงเป็นข้อกำหนดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาอินเทอร์เน็ตมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Coronavirus Disease : COVID-19) และรัฐสั่งปิดพื้นที่หรือล๊อกดาวนัจำกัดการเดินทางหรือการพบปะระหว่างบุคคล ทั้งข้อกำหนดข้อดังกล่าวมิได้จำกัดเฉพาะการระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตสำหรับการกระทำครั้งที่เป็นเหตุแห่งการระงับให้บริการอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่ยังระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตในอนาคตตัวย ปิดกั้นการสื่อสารของบุคคล และเป็นการปิดกั้นสุจริตชนผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเผยแพร่ข้อความหรือข่าวสารดังกล่าว ไม่ต้องด้วยมาตรา 36 วรรคหนึ่ง แห่งรัฐธรรมนูญฯ การให้ข้อกำหนดทั้งสองข้อดังกล่าวมีผลบังคับใช้ต่อไปอาจทำให้เกิดความเสียหายที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลังได้ กรณีมีเหตุจำเป็นเห็นเป็นการยุอิธรรมและสมควรในการนำวิชีชั่วตราวก่อนพิพากษามาใช้เพื่อเป็นการระงับการบังคับใช้

ข้อกำหนดทั้งสองข้อดังกล่าว คามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 294(2) มาตรา 255(2 ) (ง) ประกอบมาตรา 267 วรรคหนึ่ง และการระงับการบังคับใช้ข้อกำหนดตังกล่าวไม่น่าเป็นอุปสรรคแก่การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐหรือแก่ประโยชน์สาธารณะ เพราะยังมีมาตรการทางกฎหมายหลายฉบับให้สามารถดำเนินการเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อความหรือข่าวสารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายผ่านช่องทางสื่อสารต่าง ๆ อีกทั้งรัฐสามารถใช้สื่อวิทยุและโทรทัศน์ในการกำกับเป็นเครื่องมือในการให้ความรู้เพื่อการรู้เท่าทัน สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง แล: ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนแก่ประชาชนได้ด้วย

จึงมีคำสั่งห้ามจำเลยดำเนินการบังคับใช้ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราช กำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2458 (ฉบับที่ 29 เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมี คำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น”

ด้าน นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายประจำศูนย์สิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้าม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บังคับใช้กำหนดฉบับที่ 29 ตามคำสั่ง พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ โดยศาลพิจารณาและให้เหตุผลว่า ข้อกำหนดที่ระบุว่า ห้ามนำเสนอข่าวที่สร้างความหวาดกลัว เป็นข้อกำหนดที่ไม่มีความชัดเจนแน่นอนในขอบเขต ซึ่งจะทำให้สื่อมวลชนและประชาชนสับสนไม่รู้ว่าขอบเขตในการใช้เสรีภาพนั้นเป็นอย่างไรการนำเสนอความจริงจะขัดต่อข้อกำหนดนี้หรือไม่ ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญฯ ส่วนข้อกำหนดที่ให้อำนาจ กสทช.ในการระงับอินเตอร์เน็ตนั้น ศาลเห็นว่า ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯไม่ได้ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีฯในการออกข้อกำหนดสั่งระงับอินเตอร์เน็ตได้ ข้อกำหนดนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน เพราะอินเตอร์เน็ตมีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิตของประชาชนในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ฉุกเฉิน ประชาชนต้องใช้อินเตอร์เน็ตในการติดต่อสื่อสาร และเห็นว่าคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวข้อกำหนดดังกล่าวไม่ได้ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินได้รับการกระทบหรือก่อให้เกิดความเสียหาย เพราะรัฐบาลยังสามารถบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญาหรือ พรบ.คอมพิวเตอร์ ในการเอาผิดกับข่าวเฟคนิวส์ หรือการบิดเบือนข้อมูล พร้อมระบุส่วนตัวพอใจกับคำสั่งศาลในครั้งนี้ เพราะมองว่าศาลเห็นถึงสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชน โดยเฉพาะในสถานการณ์แบบนี้ สื่อมวลชนควรได้รับสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอความจริงอย่างตรงไปตรงมา แม้ความจริงบางครั้งอาจจะน่ากลัวก็ตาม

ด้าน น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ตัวแทนสื่อมวลชนในฐานะผู้ร้อง ระบุว่า แม้ว่าวันนี้ศาลจะมีคำสั่งคุ้มครอง แต่ในฐานะสื่อก็ต้องใช้สิทธิและเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบและคงไม่นำเสนอข่าวที่สร้างความหวาดกลัวอย่างที่หลายฝ่ายวิตกกังวลอย่างแน่นอน ยืนยันใช้สิทธิเสรีภาพอย่างถูกต้อง พร้อมทั้งขอบคุณศาลที่มีคำสั่งดังกล่าว

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img