พระสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรือ พระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม และอดีตแกนนำ กปปส. โพสต์ข้อความเฟสบุ๊คส่วนตัว ‘หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara)‘ กล่าวถึงกรณีการแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ โดยระบุว่า เทศน์ให้คนอื่นฟังมาเยอะแล้ว ลองมาฟังหลวงพ่อประยุทธ์เทศน์ดูบ้างเผื่อจะเก็ทนะท่าน โดยเฉพาะพวกที่ชอบอ้างว่า พระท่านไม่รู้อะไร เจ้าหน้าที่สำนักพุทธทำหนังสือมาให้ท่านเซ็น ท่านก็เซ็น หากไร้เดียงสาขนาดนั้นจะมาเป็นกรรมการมหาเถรอยู่ทำไม ลองมาฟังหลวงพ่อประยุทธ์ท่านเทศน์ดูบ้าง

“ตามระเบียบการใช้จ่ายงบประมาณที่มีอยู่ เพราะฉะนั้นเราจะต้องไม่แก้ปัญหาชีวิตด้วยวิธีการไม่ดี ผิดกฎหมาย หาเงินง่ายๆ เงินที่ไม่ถูกต้อง ไม่สุจริต ที่เรียกว่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัวนะครับ แม้วันนี้อาจจะยังไม่ถูกตรวจพบ ใครทำผิดทำถูกตนเองย่อมรู้แก่ใจ เพราะความเสื่อมมันเกิดขึ้นแล้วในจิตใจ อาจจะได้เงิน อาจจะซื้อความสุขได้ ถามจริงๆ แล้วในใจเรารู้ตัวเราเองใช่หรือไม่ ว่าเราผิดหรือถูก นั้นเขาเรียกว่า หิริ โอตัปปะ นะครับ ความละอายเกรงกลัวต่อบาป ผิดตั้งแต่เริ่มคิด ไม่ต้องรอให้ลงมือกระทำนะครับ เพราะฉะนั้น หิริ โอตัปปะ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ทุกคนควรจักมีในวันนี้นะครับ ไม่อย่างนั้นเราจะหาความสุขไม่ได้เลย ผมขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคน นะครับ อย่าลดความเพียรอันบริสุทธิ์ ขอให้ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจเอาไว้ทุกคนนะครับ” (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กล่าวตอนหนึ่งในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”  วันศุกร์ที่ 13 เม.ย 2561)

พระพุทธะอิสระ กล่าวต่อไปว่า กรรมการมหาเถรที่ถูกโจทเป็นอาบัติปาราชิกและกำลังจะถูกโจทอีกหลายคน ฟังหลวงพ่อประยุทธ์เทศน์แล้วเก็ทขึ้นมาบ้างไหม ยางอายน่ะมีไหม อันนี้หลวงพ่อประยุทธ์ไม่ได้ถาม พุทธะอิสระถามเอง ฟังท่านนายกพูดนับวันยิ่งเหมือนพระเข้าไปทุกวัน เวลาฟังท่านเหมือนกำลังนั่งฟังพระเทศน์ ต้องขออภัยที่จำมาได้ไม่หมด จำเอามาเฉพาะที่เห็นว่าสอดคล้องกับพฤติกรรรมของไอ้พวกไร้ยางอาย เลยนำมาเขียนให้ท่านทั้งหลายได้อ่าน พุทธะอิสระและพุทธบริษัททั้งหลาย จึงใคร่เรียกร้องท่านนายกประยุทธ์ (หลวงพ่อประยุทธ์) ช่วยผลักดันให้มีการแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ฉบับปี 2505 ที่ว่าด้วยกฎนิคหกรรมให้สอดคล้องตรงกับหลักคิดพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสว่า

พระพุทธะอิสระ กล่าวเพิ่มว่า พระธรรมวินัยนี้ประดุจดัง คลื่นลมในมหาสมุทร ไม่ว่าใครจักทิ้งสิ่งปฏิกูลขยะมูลฝอยใดๆ ลงไป คลื่นลมในมหาสมุทรก็จักซัดสาดนำพา สิ่งปฏิกูลขยะมูลฝอยเหล่านั้น ขึ้นสู่ฝั่งฉันใด พระธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้น จักทำหน้าที่คัดกรองทุรชน ภิกษุผู้ทุศีล ให้พ้นไปจากพระธรรมวินัยนี้ฉันนั้น เมื่อพระบรมศาสดาทรงบัญญัติพระธรรมวินัยเอาไว้สำหรับคัดกรองบุคคลที่จักเข้ามาสู่พระพุทธศาสนา เช่นในกรณีเมื่อมีผู้โจทภิกษุใดด้วยอาบัติอย่างเบา อย่างกลาง หรืออย่างหนักคืออาบัติปาราชิก อาบัติใดอาบัติหนึ่ง ไม่ว่าผู้ถูกโจทหรือผู้โจทจะเป็นใคร พระองค์ทรงให้ความสำคัญแก่ความบริสุทธิ์ของหมู่สงฆ์ ทรงมีพุทธดำรัสตรัสสั่งให้ประชุมสงฆ์ เพื่อสอบสวนค้นหาความจริง หากผู้ถูกโจทมีความผิดจริง ก็ทรงให้ลงโทษแก่ภิกษุนั้นด้วยการปรับอาบัติตามการกระทำความผิด และถ้าต้องอาบัติถึงปาราชิก พระองค์ทรงให้สึกเสียจากความเป็นภิกษุ ด้วยคำตำหนิเป็นอันมากว่า ดูก่อนภิกษุเหตุใดเธอจึงเป็นผู้ไม่มีความละอาย เป็นผู้เก้อยาก เป็นโมฆบุรุษ คือบุรุษผู้เปล่าประโยชน์เป็นผู้เน่าใน เธอช่างไม่เหมาะกับพระธรรมวินัยนี้เลย แต่เพราะ พรบ.คณะสงฆ์ปี ๒๕๐๕ ที่ว่าด้วยกฎนิคหกรรมใช้หลักคิดทางโลก คือให้สงสัยเอาไว้ก่อนว่าผู้ถูกกล่าวหา ผู้ถูกโจทยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ซึ่งถือว่าเป็น พรบ.ที่ย่ำยีเจตนารมณ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็น พรบ. ที่ย่ำยีและทำลายหลักการบริสุทธิ์ บริบูรณ์ของพระธรรมวินัยโดยแท้

“หากท่านนายกประยุทธ์ต้องการจะเห็นความรับผิดชอบ ความละอายจากคณะสงฆ์ ควรจักแก้ พรบ.คณะสงฆ์ที่ว่าด้วยกฎนิคหกรรมให้สอดคล้องกับหลักของพระธรรมวินัย สังคมพุทธไทยจักได้เห็นการทำหน้าที่รักษาความบริสุทธิ์ บริบูรณ์ขององค์กรปกครองสงฆ์อย่างซื่อตรง แล้วหลวงพ่อประยุทธ์จักได้ไม่ต้องมาปากเปียกปากแฉะ เทศน์สอนพวกอลัชชีอยู่อย่างนี้” พระพุทธะอิสระ กล่าว

[fb_pe url=”https://www.facebook.com/buddha.isara/posts/10156240923268446″ bottom=”30″]