วันที่ 22 มิถุนายน 2564 พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ได้เรียกประชุม เร่งรัดติดตามเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ข้าราชการตำรวจ ผ่านระบบประชุมทางไกล VDO Conference กับ ผู้แทนทุกกองบัญชาการ ทั่วประเทศ โดยมี พล.ต.ท.สราวุฒิ การพานิช รองจเรตำรวจแห่งชาติ (รอง จตช.),  พล.ต.ท.เชษฐา โกมลวรรธนะ จตร. (หน.จต), พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จตร. และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของ จเรตำรวจ รวมถึง รอง ผบช.ซึ่งทำหน้าที่ จเรตำรวจของแต่ละกองบัญชาการเข้าร่วมประชุม หลัง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ติดตามเร่งรัดเรื่องร้องเรียนให้ถึงที่สุด โดยเฉพาะเรื่องที่สังคมให้ความสนใจ เช่น กรณีทุจริตเบี้ยเลี้ยงโควิด19 กรณีบ่อนการพนันที่เป็นคลัสเตอร์โควิด19  กรณีละเว้นการดำเนินการรถขนตู้สล็อตในเขต สภ.โชคชัย โคราช  กรณี ตชด. ภาคใต้ร้องเรียนผู้การ กรณี ตชด.รีดเงินและปล่อยตัวคดียาเสพติดในเขตจันทบุรี  เป็นต้น รวมถึงเร่งรัดติดตามผลการดำเนินการเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของประชาชนและตำรวจที่ได้รับความเดือดร้อน เพื่อให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างเป็นธรรม และสามารถตอบคำถามสังคม โดยเฉพาะประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ ปรากฏผลอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.วิสนุ  ได้ตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าวกรณี สืบเนื่องจาก ก่อนหน้านี้ ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2564 ทาง จตช.ได้สั่งการให้ สำนักงานจเรตำรวจ สำรวจสถิติเรื่องร้องเรียนที่ยังคงค้างอยู่ เนื่องจากที่ผ่านมา เมื่อมีการร้องเรียนร้องทุกข์ ก็มีการส่งเรื่องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ไม่เคยมีการติดตามผลว่า เรื่องเสร็จสิ้นไปแล้วอย่างไร และเรื่องที่เสร็จสิ้นไปแล้วปรากฏผลที่เป็นธรรมแก่ผู้ร้องหรือผู้ถูกร้องอย่างไร ทำให้สังคมขาดความเชื่อถือและมีข้อสงสัยในการให้ความเป็นธรรมของตำรวจ จนต้องไปพึ่งพาหน่วยงาน องค์กร บุคคลอื่น ซึ่งปัญหาเรื่องนี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.ให้ความสำคัญ  และมอบหมายให้ จตช.เร่งติดตามแก้ไข

หลังการตรวจสอบพบว่า มีเรื่องร้องเรียนค้างเก่าของทุกกองบัญชาการ ในช่วงปี 2558-2564(มิ.ย.)จำนวนถึง  10,154 เรื่อง  มีการดำเนินการแล้วเสร็จ 6,614 เรื่อง เหลืออีก 3,540 เรื่อง  โดยหลังจาก จตช. นำเข้าที่ประชุมบริหาร ตร. เมื่อ 25 พ.ค.2564 ซึ่งในที่ประชุม ผบ.ตร.ได้สั่งการให้ทุกหน่วยไปเร่งรัดการดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม   จากนั้นเพียง 2 สัปดาห์ ปรากฏว่า ทุกกองบัญชาการได้มีการดำเนินการเร่งรัดเรื่องคงค้าง จนลดไปแล้ว 580 เรื่อง

ทั้งนี้ พล.ต.อ.วิสนุ จึงสั่งให้มีการประชุม เพื่อเร่งรัดให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยในที่ประชุมครั้งนี้ พล.ต.อ.วิสนุ ฯ ได้รับฟังรายงานจาก รอง ผบช.ที่ทำหน้าที่จเรตำรวจ ทุก กองบัญชาการ และได้สั่งการในประเด็นสำคัญคือ  วางกรอบเวลาในการดำเนินการ  การตรวจสอบต้องคำนึงถึงการขับเคลื่อนทั้งปริมาณ และคุณภาพข้อเท็จจริงด้วย ซึ่งหมายถึง นอกจากจะลดจำนวนเรื่องคงค้างแล้ว ผลของการแล้วเสร็จต้องปรากฏผลที่ต้องสามารถตอบคำถามสังคมได้อย่างสิ้นความสงสัยได้ด้วย เพราะหากประชาชนเห็นว่า ไม่สามารถพึ่งพาหรือไว้ใจการขอความช่วยเหลือจากตำรวจได้ ประชาชนก็ต้องขอความช่วยเหลือด้วยวิธีอื่น เช่น พึ่งกระแสโซเชียล พึ่งสื่อมวลชน หรือหน่วยงานอื่น ๆ ซึ่งทำให้ตำรวจที่ดีและตั้งใจทำงานส่วนใหญ่เกิดความเสียหายจากการสร้างความเสียหายของตำรวจบางส่วน และการเพิกเฉยของตำรวจที่มีหน้าที่กำกับดูแล

โดยเฉพาะเรื่องทุจริตของข้าราชการตำรวจที่สังคมให้ความสนใจ ที่จเรตำรวจได้ตรวจสอบพบว่ามีมูลจนนำไปสู่การดำเนินการทางวินัยในขณะนี้ ก็ต้องพิจารณาทัณฑ์ที่เหมาะสมกับความผิดอย่างตรงไปตรงมา เพราะต้องรายงานข้อมูลให้ ปปช. ทราบ อีกชั้นหนึ่ง เช่น กรณี ปปช.สั่งดำเนินคดีอาญากับ อดีต ผกก.สภ.ทุ่งสง กรณีทุจริตเบี้ยเลี้ยงโควิด19 รวมถึงได้ชี้แจงแนวทางปฏิบัติการขับเคลื่อนระบบร้องเรียนออนไลน์ หรือ JCoMS ซึ่งถอดบทเรียนเพื่อเร่งพัฒนาระบบให้ทำงานรองรับความเดือดร้อนบองผู้ร้องได้อย่างเต็มที่ต่อไป

 

นอกจากนั้น จตช. ได้นำกรณี การกระทำผิดระเบียบกฎหมาย การละเลย ไม่ใส่ใจต่อความเดือดร้อนของประชาชน มากำชับเป็นตัวอย่างในที่ประชุม ได้แก่ การนำรถของกลางคดีไปใช้ส่วนตัวของตำรวจ สน.บางนา โดยพลการ  และ กรณีที่เพิ่งปรากฏข่าวล่าสุด เมื่อ 21 มิ.ย.2564 ข่าวประชาชนร้องผ่านสื่อมวลชนว่า มีอุบัติเหตุรถยนต์กระบะแหกโค้งพลิกหงายท้องทับกำแพงบ้านเสียหาย ตั้งแต่ 3 พ.ค.2564 แต่คนขับหลบหนี ซึ่งแจ้งความตำรวจ สภ.สามพรานแล้ว แต่ไม่มีการดำเนินการใด ๆ ซึ่ง จตช.ได้สั่งการให้ รอง ผบช.ภ.7เร่งแก้ปัญหาและตรวจสอบข้อบกพร่องของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่เพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของประชาชน แล้วให้รายงานผลให้ทราบโดยเร็ว

หลังจากนี้ จตช.ได้ให้นโยบาย จเรตำรวจ โทรติดตามผลความพึงพอใจของผู้ร้องเรียน เพื่อนำมาประเมินประสิทธิภาพการดำเนินการ เพื่อนำมาแก้ไขพัฒนาสร้างความมั่นใจให้กับกระบวนการตรวจสอบขององค์กรตำรวจตามเจตนารมย์ของ ผบ.ตร ต่อไป