จับตา “บิ๊กปั๊ด” ปะทะ “แก๊งพันธมิตรเลื่อยไฟฟ้า” จะร่วงหรือรอด!?!

ช่วงนี้ต้องบอกว่า “พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก” จริง ๆ สำหรับแม่ทัพสีกากี คนปัจจุบันอย่าง ‘บิ๊กปั๊ด’ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.  แม้จะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้ไม่นาน แต่ดูเหมือนจะมีความพยายามจากบางฝ่ายใช้ยุทธการเลื่อยขาเก้าอี้เสียแล้ว ว่ากันว่า “พันธมิตรเลื่อยไฟฟ้า” ประกอบไปด้วย ปีกแรก “อดีตบิ๊กสีกากี” ซึ่งเคยแนบแน่นกับ ‘บิ๊กปั๊ด’ แต่ปัจจุบันกลายเป็น “เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด” เสียแล้ว!!

ช่วงแรก ของผ่านการเสนอชื่อชิงเก้าอี้ ‘พิทักษ์ 1’  ระหว่างรอกาลโปรดเกล้าฯ และ ผบ.ตร. คนเก่าเกษียณ มีวาระแต่งตั้ง นายพล จากอดีต ด้วยมารยาททำสืบต่อกันมา ต้องให้อำนาจการเลือก คนไปวางในตำแหน่งสำคัญ เพื่อจะได้สอดรับเป็นมือ เป็นไม้ ที่ไว้เนื้อเชื่อใจให้ลงไปทำงาน แต่กลับกินรวบแบบไม่ให้โอกาส ทำให้การ ทำงานเมื่อขึ้นนั่งบัลลังก์ แบบติดๆ ขัดๆ ไม่สามารถเดินนโยบายวาดฝันให้วงการสีกากี กลับมาสง่างามอีกครั้ง ก็ติดขัดไปหมด  ตัว ‘บิ๊กปั๊ด’ เองเป็นคนที่ฝักใฝ่เติมความรู้ให้ตัวเองตลอดมา เรื่องเทคโนโลยีไฮเทคเขา คือ เบอร์ต้นๆ ของ ตร. ถูกสหายเก่าร้องขอให้จัดซื้อ จัดจ้าง อุปกรณ์ต่างเพื่อนำมาใช้ในหน่วยงาน แต่คุณภาพต่ำ เพื่อหวังเงินทอนก้อนใหญ่ ‘บิ๊กปั๊ด’ ไม่เล่นด้วย ในหลายโปรเจค จึงทำให้สายสัมพันธ์กับสหายเก่าขาดสะบั้นลงทันที  เพราะเขาเป็น ‘ผบ.’ ที่รู้เรื่องดีว่า คุณภาพ แบบนี้ใช้ได้จริงแค่ 5-60 เปอร์เซ็นเท่านั้น

ปีกต่อมา คือ “สื่อมวลชนรุ่นใหญ่” ที่ว่ากันว่ามองตาก็รู้ใจกับ “บิ๊ก ป.สหายเก่า.” อดีตบิ๊กสีกากีคนดังกล่าว โดยสื่อรายนี้สนิทสนมมายาวนาน และได้รับความเกรงอกเกรงใจจาก “บิ๊ก ป” เป็นอย่างยิ่ง นำมาซึ่งการแบ่งปันน้ำใจในรูปแบบต่าง ๆ รวมไปถึง “ตั๋วตำรวจ” ซึ่งเขาก็หวังว่า จะได้รับสิ่งเดียวกันจาก ‘พล.ต.อ.สุวัฒน์’ แต่เมื่อทำท่าว่าจะไม่ได้ ‘ผู้เฒ่า’ รายนี้จึงออกฤทธิ์ออกเดชผ่านช่องทางที่ตัวเองมี โดยเฉพาะในรายการทอล์กของตัวเองจนนำไปสู่การ ‘เปิดหน้าท้ารบ’ เปิดหน้าอย่างน่าเกลียดในเวลาต่อมา

และปีกสุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุด คือ พล.ต.อ.ที่เข้าหลักเกณฑ์ “บางคน” ที่มีความหวังว่า จะแหวกฟ้าคว้าดาว ซึ่งบันไดขั้นแรกที่จะปูทางไปสู่เก้าอี้ “พิทักษ์ 1” ได้ก็จำเป็นต้องเปิดทาง โดย ‘เขี่ย’ คนปัจจุบันออกไปให้พ้นทางเสียก่อนนั่นเอง!!

‘พล.ต.อ.สุวัฒน์’ นับว่า โปรไฟล์ไม่ธรรมดา เป็นชาวแปดริ้ว ลูกชายของ ‘พันเอกวีร์ แจ้งยอดสุข’ มีพี่ และน้องชายล้วนเป็น ‘นายพลทหารเรือ’ จบเตรียมทหารรุ่น 20 มีเพื่อนร่วมรุ่นคนดัง คือ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีต ผบ.ทบ., “บิ๊กนัต” พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ อดีต ผบ.ทอ. และ “บิ๊กอุ้ย” พล.ร.อ.ชาติชาย ศรีวรขาน ผบ.ทร. จบ นรต.รุ่น 36 ที่มีเพื่อนร่วมรุ่นคนดังอย่าง “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร. และ “บิ๊กใหม่” พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร. ซึ่งเคยเป็นแคนดิเดต ผบ.ตร.

‘บิ๊กปั๊ด’ ถือว่าเป็นนายตำรวจที่หมั่นแสวงหาความรู้อยู่เสมอ โดยไปศึกษาต่อจนได้รับปริญญามหาบัณฑิตด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และไปอบรมหลักสูตรต่าง ๆ โดยเฉพาะ หลักสูตรเอฟบีไอ ทำให้สามารถนำมาปรับใช้ในการทำงานได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะในฐานะ “นักสืบ” ผ่านคดีสำคัญมานับไม่ถ้วน นับเฉพาะช่วงขวบปีหลังก็เช่น คดีฆ่าข่มขืนแหม่มชาวอังกฤษ และแฟนหนุ่มที่เกาะเต่า คดีระเบิดที่ศาลพระพรหมเอราวัณ และคดีกราดยิงปล้นทองลพบุรี  กราดยิงโคราช เป็นต้น นับว่าเข้าตากรรมการ ผสมกับแรงผลักดันทั้งจากเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร และตำรวจ ที่สำคัญ คือ  “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ดูจะถูกใจนายตำรวจสายเลือดทหารผู้มีบุคลิกเงียบขรึมคนนี้มากกว่าแคนดิเดตรายอื่น ๆ จึงเป็นแรงผลักดันให้เขาคว้าตำแหน่ง ผบ.ตร.คนที่ 12 ในที่สุด!!!

แต่เมื่อเริ่มรับตำแหน่งใหญ่เขาก็แทบไม่มีช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์เหมือนคนอื่นเลย เพราะต้องมารับมือกับม๊อบนักเรียน นักศึกษาที่มาพีคเอาช่วงที่เขามาสวมบท “พิทักษ์ 1” พอดี ด้วยความเป็นตำรวจอินเตอร์ ‘บิ๊กปั๊ด’ จึงมีมุมมองและทัศนคติต่อการชุมนุมไม่ได้เลวร้ายเหมือนฝ่ายความมั่นคงที่เติบโตอยู่แต่ในประเทศหลาย ๆ คน เขาจึงใช้ทั้งหลักนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ตามมาตรฐานสากลมารับมือกับกลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กและเยาวชน แต่ปรากฏว่า เป็นที่ไม่สบอารมณ์ของกลุ่มผู้กุมอำนาจที่ต้องการให้ใช้ความเด็ดขาดมากกว่านี้ ถึงแม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนมาตรการให้เข้มข้นขึ้น แต่ก็กลายเป็นปมเล็ก ๆ ที่สร้างความไม่พอใจให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยม และเป็นประเด็นที่ฝ่ายผสมโรงเก็บเอาไว้ใช้โจมตี

จากนั้นก็มาเจอสภาวะวิกฤติโควิด แม้ว่าระลอกแรกจำเลยหลักจะเป็นฝ่ายทหารที่ไปปล่อยให้เกิด คลัสเตอร์สนามมวย แต่คลัสเตอร์ต่อ ๆ มาไม่ว่าจะเป็น บ่อนภาคตะวันออก ซึ่งมีเจ้าของคือ “หลงจู๊-สมชาย” หรือ นายสมชาย จุติกิต์เดชา ผู้กว้างขวางภาคตะวันออก ผู้มีสัมพันธ์แนบแน่นกับอดีตนายตำรวจใหญ่เจ้าของฉายา “ฉลามตาฟาง” หรือ คลัสเตอร์แรงงานต่างด้าวที่มหาชัย ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเกือบทุกระดับเข้าไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สีเทา เช่นเดียวกับฝ่ายทหาร ถึงแม้ว่า ‘บิ๊กปั๊ด’ จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ในฐานะผู้นำสูงสุดก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรับผิดชอบ!!

ยิ่งมาเจอระลอกล่าสุดซึ่งแรงสุด ๆ คือ คลัสเตอร์ทองหล่อ ที่แหล่งกำเนิด คือ สถานบันเทิงหรูหราหมาเห่าที่ไม่มีแม้กระทั่งใบอนุญาต แต่ตั้งอยู่ห่างโรงพักไม่กี่ร้อยเมตร!! ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่เสียงประณามจะพุ่งเข้าสู่ยอดอกของตำรวจเต็ม ๆ

แน่นอนว่าบรรดา “พันธมิตรเลื่อยไฟฟ้า” ย่อมไม่พลาดที่จะฉวยโอกาสทองหยิบยกเรื่องที่เกิดขึ้นมาโจมตี ‘พล.ต.อ.สุวัฒน์’ แต่ด้วยความที่เจ้าตัวห่างจากประเด็นรับผลประโยชน์โดยตรง ทำให้ฝ่ายแค้นต้องย้ายเป้าไปเล่นคนสนิท โดยเฉพาะ “เม่นเล็ก” พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ผบก.สส.สตม. ซึ่งมีหุ้นในร้านอาหารญี่ปุ่น มิยาบิ ของ นายสมพงษ์ คำต่าย หรือ “อ๊อด มิยาบิ” หุ้นส่วนและผู้บริหารคลับหรู คริสตัล-เอมเมอรัล ต้นตอการแพร่ระบาดโควิดระลอก 3 ซึ่ง ไม่รอช้านำมาขยี้อย่างหนักผ่านช่องทางที่ตัวเองมี!!

ว่ากันถึงสื่อผู้เฒ่ารายนี้ มีประวัติโชกโชนในเรื่องการแสวงหาผลประโยชน์โดยใช้สถานะความเป็นสื่อ ทำให้ถึงกับต้องติดคุกติดตารางมาแล้ว แถมยังผ่านประสบการณ์เฉียดตายจากการที่เป็นนักแบล็คเมล์ ซึ่งเมื่อ ‘บิ๊กปั๊ด’ ขึ้นครองตำแหน่งใหม่ ๆ เขาได้ “เชิญ” หรือพูดแบบชาวบ้าน คือ เรียกให้ ‘ผบ.ตร.ป้ายแดง’ ไปพบถึง สองสามครั้ง แต่ถูก ‘บิ๊กปั๊ด’ ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย สร้างความโกรธแค้นเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ยอมไปสิโรราบให้..!!

ประจวบกับอดีตบิ๊กตำรวจที่สนิทสนมกันนมนานตามประสาคนประเภทเดียวกัน แตกคอกับ ‘บิ๊กปั๊ด’ เพราะไปขอนู่นขอนี่แล้วไม่ได้ดั่งใจ เลยจับมือกันหาทางโค่นเก้าอี้ ‘ผบ.ตร.’ ที่อยู่มาไม่กี่เดือน

ที่สำคัญมันไปเข้าทาง ‘รอง ผบ.ตร.’ บางคนที่หมายปองเก้าอี้เบอร์ 1 กรมปทุมวันอยู่ด้วย จึงมีการขุดเอาคดีบ่อนระยองขึ้นมาแล้ว ตั้งกรรมการสอบแบบหว่านแหหวังจะลากเอาคนใกล้ชิด ‘พล.ต.อ.สุวัฒน์’ เข้าไปด้วยเพื่อจะได้โยงกลับมาหาเจ้าตัว ทั้ง ๆ ที่ก็รู้อยู่เต็มอกว่าพื้นที่ภาค 2 นั้น “ฉลามตาฟาง” เป็นคนแต่งตั้งนายตำรวจเข้าไปดำรงตำแหน่งสำคัญเกือบจะทั้งภาค ไม่เชื่อก็ลองไปถามประธาน ก.ตร.ที่ชื่อ “บิ๊กตู่” ดูก็ได้ ว่ารู้จักไหม ถ้าไม่ถูกพุทธคุณของพระสมเด็จวัดระฆังบังตา ผู้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติน่าจะตอบได้ว่าเรื่องบ่อนตะวันออก ‘บิ๊กปั๊ด’ และลูกน้องไม่เกี่ยว!!

เมื่อเห็นเน็ตเวิร์กระดับ แพลตตินัม ที่จับมือกันหาทางโค่น ‘บิ๊กปั๊ด’ แล้ว บอกเลยว่า เสียวแทน ว่าจะอยู่จนครบ วาระ 2 ปีหรือไม่ เพราะคนกลุ่มนี้พิสูจน์ให้เห็นมาหลายต่อหลายครั้งแล้วว่าจะ ใช้ทุกวิถีทางไม่ว่าจะบนดิน ใต้ดิน ใต้เข็มขัด วิธีการจะเลวทรามต่ำช้าขนาดไหนก็ไม่สน ตราบใดที่จะทำให้พวกเขาบรรลุเป้าหมาย คนพวกนี้ไม่ลังเลที่จะทำ เส้นทางนับจากนี้ไปจนถึงปี 2565 จึงเป็นเส้นทางที่ขรุขระเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม หนทางที่จะทำให้เขาสามารถต่อสู้กับ “แก๊งเลื่อย” ที่เต็มไปด้วยอำนาจและอิทธิพลเหล่านี้ได้มีไม่กี่ทาง ทางหนึ่ง คือ การวิ่งเข้าหาอำนาจที่เหนือกว่าแล้วบดขยี้เอาให้ฝ่ายตรงข้ามสิ้นสลายไป หรืออีกทาง คือ ใช้ผลงานและความสุจริตเป็นเครื่องกำบัง ซึ่งแม้จะยากแต่หากทำได้ สังคมและประชาชนจะเป็นผนังทองแดง กำแพงเหล็กปกป้องเขาให้เอง!!