หน้าแรกกระบวนการยุติธรรม“ตำรวจ กมค.” ยืนยัน พนักงานสอบสวนทุกโรงพัก มีอำนาจปรับ ‘หากประชาชาชน ฝ่าฝืนไม่สวมหน้ากาก ป้องโควิด 19’

“ตำรวจ กมค.” ยืนยัน พนักงานสอบสวนทุกโรงพัก มีอำนาจปรับ ‘หากประชาชาชน ฝ่าฝืนไม่สวมหน้ากาก ป้องโควิด 19’

เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2564 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ กรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัดต่างฯ ได้มีคำสั่ง ให้ประชาชนที่ออกจากเคหะสถานต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา  หากผู้ใดฝ่าฝืน ไม่สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าอย่างถูกต้องหรือถูกวิธีทุกครั้งตลอดเวลาที่ออกนอกเคหสถาน หรือสถานที่พำนัก และถ้าผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามเป็นความผิดตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท   อนึ่ง เนื่องจากเป็นกรณีที่มีความจำเป็นรีบด่วน หากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะก่อให้เกิดผลเสียหาย อย่างร้ายแรงแก่สาธารณชนหรือกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงไม่อาจให้คู่กรณีใช้สิทธิโต้แย้ง ตามมาตรา 30 ตามวรรค 2 (1 ) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 นั้น

เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายกฎหมายจากสำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า อำนาจตามกรอบของกฎหมายดังกล่าวนี้ ระบุไว้ว่า  พนักงานสอบสวนสามารถเปรียบเทียบปรับ ตาม ป.วิอาญา มาตรา 37 ได้ สำหรับอัตราโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท แต่ในกรณีนี้เป็นการเปรียบเทียบความผิดตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ. ศ. 2558 ตามมาตรา 34 (5) ( 6 ) ซึ่งมีระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท พนักงานสอบสวน จึงไม่อาจใช้อำนาจตาม ป.วิอาญา เปรียบเทียบได้นั้น

@แต่เนื่องจาก ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบ ตามระเบียบคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์การเปรียบเทียบ พ. ศ. 2563 คือ ผู้ซึ่งอธิบดีกรมควบคุมโรคมอบหมายให้มีอำนาจเปรียบเทียบ ซึ่งเมื่อดูคำสั่งกรมควบคุมโรคที่ 174 6/2563 เรื่องการมอบหมายให้มีอำนาจเปรียบเทียบความผิดตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ. ศ. 2558 ข้อ 3 กำหนดว่า มอบหมายให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้มีอำนาจเปรียบเทียบความผิดตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ได้เฉพาะในเขตท้องที่ที่ตนมีอำนาจหน้าที่ดูแลและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ

ดังนั้น การเปรียบเทียบของพนักงานสอบสวน จึงต้องดำเนินการเปรียบเทียบตามบัญชีอัตราการเปรียบเทียบแนบท้ายระเบียบคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติว่า ด้วยหลักเกณฑ์การเปรียบเทียบ พ. ศ. 2563 ลำดับที่ 3 กล่าว คือ อัตราค่าปรับครั้งที่ 1 ปรับ 6000 บาท ครั้งที่ 2 ปรับ 12000 บาท และครั้งที่ 3 เป็นต้นไป 20,000 บาท

@ทั้งนี้ต้องมาดู ตามระเบียบคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การเปรียบเทียบ พ. ศ. 2563 แม้จะมีกำหนดไว้ในข้อ 8 ว่า กรณีมีเหตุผลพิเศษอันควรแก่การพิจารณาลดจำนวนเงินค่าปรับให้ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบสามารถกำหนดจำนวนเงินค่าปรับแตกต่างจากที่กำหนดไว้ตามอัตราในบัญชีใช้ระเบียบก็ได้แต่ต้องไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนเงินค่าปรับ ปัญหาก็คือ เหตุผลพิเศษตามความในวรรคหนึ่ง จะต้องคำนึงถึงความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์ ความเสียหายที่ได้รับหรือผลกระทบต่อประชาชนหรือสังคมโดยรวม ตลอดจนอายุประวัติความประพฤติสติปัญญาการศึกษาอบรมสุขภาพอาชีพ และอื่น ๆ ซึ่งถ้าพนักงานสอบสวนใช้ดุลพินิจตามข้อ 8 ก็ต้องรับผิดชอบ กับเหตุผลพิเศษที่ใช้ประกอบดุลพินิจนั้น เพราะจะสุ่มเสี่ยง ต่อการถูกร้องเรียนว่าเลือกปฏิบัติ

@ส่วนในกรณี ที่มีการนำคำสั่ง ศาลวินิจฉัย ว่าจากกรณีจากเหตุ เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2563 ที่ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ มีคำพิพากษายกฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมด ในฐานความผิด “กระทำการหรือดำเนินการใด ๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดสภาวะที่ไม่ถูกสุขลักษณะซึ่งอาจเป็นเหตุให้โรคติดต่ออันตราย หรือโรคระบาดแพร่ออกไปโดยการไม่สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าก่อนออกจากเคหสถานหรือเดินทางไปในสถานที่สาธารณะหรือสถานที่ใดๆ” โดยศาลเห็นว่า ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อนั้น พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 มาตรา 34(6) กำหนดแต่เพียงว่า ห้ามมิให้ผู้กระทำการใดๆ ซึ่งก่อให้เกิดภาวะไม่ถูกสุขลักษณะซึ่งอาจเป็นเหตุให้โรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดแพร่ออกไป โดยไม่ได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ “ออกคำสั่งกำหนดการกระทำการเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในมาตราดังกล่าว” ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 บัญญัติให้บุคคลจะต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายนี้ใช้ในการกระทำความผิดและกำหนดโทษไว้  เมื่อการไม่ใส่หน้ากากอนามัยออกจากเคหสถานไม่มีกฎหมายกำหนดห้ามและกำหนดโทษไว้ ประกอบกับลำพังเพียงแต่การไม่ใส่หน้ากากอนามัยออกจากเคหสถานโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นประกอบ ไม่น่าจะเป็นเหตุให้โรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดแพร่ออกไป การกระทำของ จำเลย จึงไม่เป็นความผิดพิพากษายกฟ้องนั้น

@เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้กล่าวว่า ตามข้อเท็จจริงแล้ว ในเวลาต่อมาคดีนี้เป็นเรื่อง ที่ทางอัยการจังหวัดกันทรลักษ์ ได้มีการพิจารณาต่ออุทธรณ์คำสั่งศาลจังหวัดกันทรลักษ์ เรื่องนี้หรือไม่อย่างไร เพราะว่าเป็นคดีตัวอย่าง เนื่องจากว่ามีหลายจังหวัดของประเทศไทยที่มีการออกประกาศในลักษณะเดียวกันนี้ ว่าจะต้องสวมหน้ากากผ้าก่อนออกจากเคหสถานหรือเดินทางไปในสถานที่สาธารณะหรือสถานที่ใดๆ

@ซึ่งในเวลาต่อมาทางอัยการจังหวัดฯ ก็ได้ยื่นอุทธรณ์ ต่อศาลอุทธรณ์  จึงมีคำพิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 มาตรา 34 (6), 51 ขณะกระทำความผิด จำเลย ทั้งสองอายุ 18 ปีเศษ และเป็นนักศึกษายังอยู่ในวัยเล่าเรียน สมควรลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ปรับคนละ 1,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับคนละ 500 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30.ซึ่งข้อเท็จเป็นตามนี้

สำหรับใน กรณีที่ ผู้ต้องหาไม่ยินยอมให้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบ จะต้องบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาไว้ตามแบบ รต 04 และ ให้ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบที่ เป็นพนักงานสอบสวนดำเนินการตามข้อ 6 ของระเบียบ คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การเปรียบเทียบ กล่าวคือ ต้องส่งเรื่องหรือสำนวนให้แก่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อเจ้าของเรื่องเพื่อขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีก็คือ การส่งสำนวนให้พนักงานอัยการฯ ฟ้องศาลต่อไป

พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์

โฆษก ตร. เผย ตำรวจห่วงใยประชาชนแต่ต้องทำตามหน้าที่ วอนสวมหน้ากากฯ ทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ช่วยกันยับยั้งโควิด ฝ่าฝืนมีโทษปรับ 6,000 – 20,000 บาท

พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฎกระแสข่าวเกี่ยวกับการดำเนินคดีกับผู้ที่ไม่สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า เมื่อออกนอกเคหสถานหรือสถานที่พำนัก ซึ่งกรณีดังกล่าวผู้ว่าราชการจังหวัด/เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อในหลายพื้นที่รวมถึงกรุงเทพมหานคร ได้ออกคำสั่งให้ประชาชนต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าทุกครั้งที่ออกนอกเคหสถาน หรือ สถานที่พำนัก เพื่อเป็นมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ หากเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ พบการกระทำความผิด ก็จะดำเนินการตามกฎหมายโดยจะนำตัวผู้กระทำผิดส่งพนักงานสอบสวน ท้องที่ ๆ พบการกระทำความผิด พนักงานสอบสวน ก็จะดำเนินการเปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิด   โดยอัตราโทษ ในการกระทำความผิดในแต่ละครั้งแตกต่างกัน กระทำผิดครั้งแรก ปรับ 6,000 บาท ในครั้งที่ 2 ปรับ 12,000 บาท และ ครั้งที่ 3 และครั้งต่อๆ ไป ปรับ 20,000 บาท

 

กรณีมีเหตุผลควรแก่การพิจารณาลดจำนวนค่าปรับ พนักงานสอบสวนสามารถกำหนดค่าปรับได้ แต่ต้องไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนเงินค่าปรับที่กำหนด ซึ่งหากผู้กระทำผิดไม่ยินยอมให้เปรียบเทียบปรับหรือไม่ชำระเงินค่าปรับในชั้นพนักงานสอบสวน ก็จะต้องส่งฟ้องศาลต่อไป

ส่วนกรณี ที่ปรากฎเป็นข่าวว่า พนักงานสอบสวน สภ.บางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปเป็นจำนวนเงิน 500 บาท และต่อมาต้องเพิกถอนการเปรียบเทียบปรับ ก็เนื่องจากเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนในข้อกฎหมายของพนักงานสอบสวน ที่ไม่สามารถเปรียบเทียบปรับในอัตราที่น้อยกว่า 2,000 บาท ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของอัตราค่าปรับที่กำหนดไว้ตามบัญชีท้ายระเบียบได้

โฆษก ตร. ยังกล่าวอีกว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ ขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนทุกคนอย่างจริงใจ ไม่มีความต้องการที่จะไปจับกุมดำเนินคดีแต่อย่างใด จึงอยากวอนขอให้พี่น้องประชาชนร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดฯ อย่างเคร่งครัดด้วย

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img