พรรคเพื่อไทยเผยแพร่คำแถลง เรื่อง ความเสียหายจากการใช้อำนาจตามมาตรา 44 โดยอำเภอใจเพื่อประโยชน์ทางการเมือง โดยระบุว่า

โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พุทธศักราช 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ได้ประกาศใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 เป็นต้นมา และมีบทบัญญัติรับรองคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน กำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่างๆ ที่ชัดเจน แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่า หัวหน้า คสช. ได้อาศัยมาตรา 265 ประกอบมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 ออกคำสั่งที่มีผลเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น และล่วงล้ำเข้าไปใช้อำนาจขององค์กรอื่นอย่างต่อเนื่องตลอดมา จนส่งผลกระทบต่อระบบกฎหมายและระบบการเมืองการปกครองอย่างมีนัยสำคัญ ดังเช่น การออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 ยกเลิกและแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 บางมาตราถึงขั้นส่งผลกระทบต่อพรรคการเมืองที่มีอยู่เดิมอย่างกว้างขวาง  ทั้งที่ไม่มีเหตุผลและความจำเป็นเพียงพอที่ต้องดำเนินการในลักษณะดังกล่าว ซึ่งพรรคเพื่อไทยและพรรคการเมืองอื่นได้ยื่นคำร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน จนในที่สุดผู้ตรวจการแผ่นดินมีความเห็นว่าคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ

พรรคเพื่อไทย เห็นว่า การมีอำนาจตามมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน เป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างยิ่ง และไม่สมควรเลยที่จะมีการใช้มาตรา 44 ที่ไม่มีระบบตรวจสอบ และไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ และหากมีการใช้ ก็ต้องอยู่ภายใต้บริบทของรัฐธรรมนูญ ตรงกันข้ามการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของหัวหน้า คสช. ที่ผ่านมาหลายครั้งหลายหน ได้สร้างความเสียหาย มีผลกระทบต่อคุณค่าแห่งความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ และหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ขัดต่อหลักนิติธรรม ก่อให้เกิดการใช้อำนาจตามอำเภอใจ กระทบกลไกแห่งระบบกฎหมายของประเทศ พรรคจึงขอแสดงความคิดเห็นและข้อเรียกร้อง ดังนี้

1. การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ดังเช่นกรณีการออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 และคำสั่งอื่นอีกหลายเรื่องนั้น นอกจากขัดต่อรัฐธรรมนูญ ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลและไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมแล้ว ข้อสำคัญเป็นการใช้อำนาจของคนๆ เดียว ไปแก้ไขกฎหมายซึ่งผ่านการตราขึ้นโดยรัฐสภาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ผ่านความเห็นชอบของศาลรัฐธรรมนูญและพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้แล้ว อีกทั้งกฎหมายดังกล่าวเพิ่งประกาศใช้เพียงสองเดือนเศษเท่านั้น ทั้งนี้หากมีการแก้ไขก็ควรเสนอให้ สนช. ซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรงพิจารณาดำเนินการได้ แต่กลับใช้อำนาจตนเองโดยลำพัง ทั้งยังไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญที่จะใช้อำนาจดังกล่าว จึงไม่อาจมองเป็นอย่างอื่นได้ว่าการออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 นั้น แท้ที่จริงก็เพื่อต้องการทำลายพรรคการเมืองเดิม และช่วยเหลือสนับสนุนพรรคการเมืองที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ เพื่อรองรับการสืบทอดอำนาจของตนเอง ตามที่พรรคได้เคยมีถ้อยแถลงไปแล้ว

2.การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของหัวหน้า คสช. ที่ผ่านมา มีลักษณะที่อาจถือได้ว่าเป็นการ  ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ลุแก่อำนาจ ขาดการกลั่นกรองตรวจสอบและไร้เหตุผลที่ชอบธรรมรองรับ  บางเรื่องมีสภาพผิดเพี้ยนขัดแย้งกันเอง เกิดปัญหาในทางปฏิบัติตามมามากมาย โดยเฉพาะการออกคำสั่งที่ 53/2560 เห็นเจตนาได้ว่าต้องการสร้างผลกระทบและปัญหาให้เกิดกับพรรคการเมืองที่มีอยู่เดิม  แต่เอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ รวมถึงพรรคที่ต้องการสนับสนุนให้ตนเองได้สืบทอดอำนาจต่อไปด้วย เนื้อหาของคำสั่งเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของสมาชิกพรรคและพรรค ดังเช่นการยกเลิกและสร้างเงื่อนไขกับสมาชิกพรรคที่มีอยู่เดิมและการยุบสาขาพรรคที่มีอยู่เดิมทั้งหมด ทั้งที่ไม่มีเหตุผลใดรองรับ กระทบต่อสิทธิและผลประโยชน์ของสมาชิกและพรรคการเมืองที่มีอยู่และได้มาโดยชอบตามบทบัญญัติของกฎหมาย ที่สำคัญเท่ากับหัวหน้า คสช. สามารถแก้ไขหลักการสำคัญของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ซึ่งบัญญัติรับรองสถานะของสมาชิกพรรคและสาขาพรรคการเมืองที่มีอยู่แต่เดิมได้โดยลำพัง โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ทั้งสองเรื่องได้สร้างปัญหาให้กับพรรคการเมืองเดิมอย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น รวมถึงการเพิ่มเงื่อนไขให้พรรคการเมืองจัดตั้งสาขาพรรค และการจัดประชุมใหญ่ที่ยากขึ้น โดยจะทำได้ต่อเมื่อได้มีการยกเลิกประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 แล้ว แต่การจะยกเลิกประกาศและคำสั่งดังกล่าวก็ต่อเมื่อร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มีผลใช้บังคับแล้ว ซึ่งเป็นที่ทราบว่าร่างกฎหมายนี้ สนช. ก็ขยายเวลาบังคับใช้อีก 90 วัน และยังมีการ  ยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญด้วย การออกคำสั่งนี้จึงเป็นขัดขวางการปฏิรูปพรรคการเมืองที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน  สร้างความยุ่งยากในทางปฏิบัติทุกอย่างให้แก่พรรคการเมืองเดิมเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของพวกตน และพรรคการเมืองที่จะสนับสนุนพวกตนเท่านั้น

3. การที่รัฐบาลออกมายอมรับว่าคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 ที่ประกาศใช้  มีปัญหาในทางปฏิบัติ มีความขัดแย้งกันเอง  และแถลงว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาทางธุรการ และจะดำเนินการแก้ไขคำสั่งดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความไม่รอบคอบและความไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ในการออกคำสั่ง ทั้งๆ ที่คำสั่งที่ 53/2560 ข้อ 1 ที่แก้ไข พ.ร.ป.พรรคการเมืองในมาตรา 141 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า  การจัดประชุมใหญ่เพื่อแก้ไขข้อบังคับพรรค และการเลือกหัวหน้าพรรค ฯลฯ ให้กระทำภายใน 90 วันนับแต่วันมีการยกเลิกประกาศฉบับที่ 57/2557  และคำสั่งที่ 3/2558  เท่ากับเป็นการแถลงขัดต่อสิ่งที่ตนกำหนดไว้เองในคำสั่งที่ 53/2560

4. พรรคเพื่อไทยขอเสนอว่า การที่จะคงคำสั่งที่ 53/2560 ไว้ต่อไป ย่อมจะก่อให้เกิดความเสียหายและมีผลกระทบต่อพรรคการเมืองและสมาชิกพรรคการเมืองที่มีอยู่เดิม และสร้างปัญหาในทางปฏิบัติอีกมากมายหลายประการ ไม่เป็นผลดีต่อระบบการเมือง เป็นเรื่องที่สร้างความเสียหายเป็นอย่างยิ่งที่พรรคการเมืองต้องถูกยุบสาขาพรรค สมาชิกพรรคการเมืองต้องมายืนยันความเป็นสมาชิกด้วยความยากลำบาก  กระบวนการจัดทำนโยบายของพรรคการเมืองที่ต้องรับฟังความเห็นจากสมาชิก ถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิง  การคงคำสั่งที่ 53/2560 ไว้ จึงเป็นอุปสรรคอย่างร้ายแรงต่อการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง อีกทั้งไม่ได้สร้างบรรยากาศที่ดีในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น จึงควรที่จะได้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวเสีย และให้พรรคการเมืองได้ปฏิบัติไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่บัญญัติไว้เดิม โดยให้ระยะเวลาดำเนินการของพรรคการเมืองเริ่มจากวันที่มีการยกเลิกคำสั่งดังกล่าว

นอกจากนั้น พรรคเห็นว่า ไม่มีเหตุผลและความจำเป็นใดที่ คสช. จะยังคงข้อห้ามมิให้พรรคการเมืองดำเนินกิจการทางการเมืองตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 รวมถึงข้อห้ามตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 อีกต่อไป เพราะพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองได้ประกาศใช้มาตั้งแต่ 8 ตุลาคม 2560 จนถึงปัจจุบัน กลับไม่มีผลในทางปฏิบัติ พรรคยังไม่สามารถจัดประชุมหรือดำเนินการใดๆ ตามกฎหมายพรรคการเมืองดังกล่าวได้ การคงประกาศและคำสั่งดังกล่าวไว้ ทำให้เห็นว่า คสช. ทำตัวอยู่เหนือรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ประกาศและคำสั่งของ คสช. มีค่ามากกว่ากฎหมายที่ตราขึ้นโดยรัฐสภา เป็นความผิดเพี้ยนของระบบและหลักการทางกฎหมายของประเทศหรือเรียกได้ว่ามีการโกงกฎหมาย ทางออกที่ดีที่สุดคือจะต้องยกเลิกประกาศและคำสั่งดังกล่าวเสียโดยเร็ว

พรรคเพื่อไทยเห็นว่า คสช. ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้บรรยากาศของบ้านเมือง เดินไปตามครรลองแห่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประชาชนสามารถใช้สิทธิเสรีภาพได้อย่างปกติ โดยเฉพาะหัวหน้า คสช. ต้องเคารพและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เหมือนกับที่เรียกร้องให้ประชาชนต้องทำตามกฎหมาย และยุติการใช้อำนาจตามมาตรา 44 และยุติการกระทำใดๆ โดยมีผลประโยชน์ทางการเมืองแอบแฝง โดยพรรคจะติดตามตรวจสอบการใช้อำนาจของ คสช. และหัวหน้า คสช. อย่างใกล้ชิดต่อไป