เมื่อวานนี้ (30 มี.ค) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้กล่าวตอนหนึ่งกับประชาชนผ่านรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ในวันศุกร์ที่ 30 มีนาคม 2561 ถึงประเด็นการเมืองและประชาธิปไตย ว่า ตลอดเวลารัฐบาลและ คสช. ก็ไม่เคยเข้าไปทำให้เกิดความวุ่นวาย หรือไปจำกัดสิทธิเสรีภาพมากจนเกินไป แม้กระทั่ง road map ก็พยายามจะต้องทำให้ได้อย่างนั้น  ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะมาโจมตีเร่งรัด กดดันกันมากเกินไปเพื่ออะไร  อาจจะมีเจตนาแอบแฝงหรือไม่ ขอให้สังคมช่วยกันพิจารณาด้วย มีเรื่องเกี่ยวกับการเมืองหลายเรื่องอยู่เหมือนกัน

เรื่องที่หนึ่ง ทำไมเราถึงต้องใช้คำว่า “เล่นการเมือง” ตนว่าต้องเลิกใช้คำว่าเล่นการเมือง  ทุกคนก็รู้ว่า การเมืองไม่ใช่ของเล่น ไม่ใช่เรื่องเล่น ไม่ใช่การทำธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องอำนาจหรือผลประโยชน์  แต่เป็นการบริหารบ้านเมือง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชน  เพราะทุกคนใช้คำว่า “อาสาสมัคร” เข้ามา เพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจแล้วเลือกเข้ามา เพราะฉะนั้นเราทำเล่น ๆ ไม่ได้

เรื่องที่สอง ทำไมจึงมีการรังเกียจ การเป็น “นักการเมือง” อยู่พอสมควรทั้งในอดีตและในปัจจุบัน เพราะในเมื่อเราเลือกระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยมาแล้ว ทำไมไม่มีใครอยากเข้ามาทำงานการเมือง นอกจากคนเดิม ๆ กลุ่มเดิม ๆ เราก็ไม่สามารถจะได้อะไรใหม่ ๆ ดีขึ้น  หรืออาจจะดีขึ้นไม่มากนัก ตนไม่ได้ไปดูถูกใคร ส่วนพรรคการเมืองใหม่นั้นก็คงต้องพิจารณากันว่า น่าจะต้องมีความคิดไม่ล้มล้างจารีตประเพณีไทยและวัฒนธรรมไทยที่มีมายาวนานด้วย ก็ขอให้ติดตามพฤติกรรมด้วย

เรื่องที่สาม เราเข้าใจและใส่ใจ ในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินกันมากน้อยเพียงใด ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพวกเราทุกคน ทั้งรัฐ และประชาชน ซึ่งประกอบไปด้วยคนหลายกลุ่ม หลายฝ่าย ที่มีกฎ กติกา  กฎหมายมากมาย หากเราไม่เข้าใจจะเกิดการสับสนอลหม่าน ทั้งความคิดและคำพูด ทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของการตรวจสอบ ในเรื่องของการลงโทษ ลงทัณฑ์ ทำให้เกิดความวุ่นวายไปหมด  ขึ้นอยู่กับความเชื่อของสังคมด้วย ตนอยากให้เชื่อกระบวนการยุติธรรมเป็นหลัก และระเบียบระบบการทำงานของราชการด้วย ตนก็หวังว่ารัฐบาลหน้าของเรานั้นจะต้องไม่มีเรื่องดังต่อไปนี้ เกิดขึ้นอีก (1) การใช้นโยบายที่เกิดผลเสียหายในระยะยาว เพื่อการหาเสียง หรือมีสัญญาว่าให้หรือใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐอย่างไร้วินัยการเงิน  การคลัง (2) ไม่ใช้ระบบรัฐสวัสดิการในการเอื้อประโยชน์หรือลบล้างความผิดให้กับบุคคลกลุ่มใด (3) ไม่เสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน (4) ไม่ปล่อยปละละเลยให้เกิดการกระทำทุจริตคอรัปชั่น ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตามก็ต้องพยายามแก้ให้ได้มากที่สุดให้หมดไป  (5) ไม่ปล่อยปละให้มีการบุกรุกป่าไม้อย่างมโหฬาร ที่ผ่านมาปล่อยปละละเลยกันจนกระทั่งต้องมารื้อกันทั้งระบบ เวลานี้ก็เกิดความเดือดร้อน ประชาชนที่เข้าไปอยู่ในพื้นที่ผิดกฎหมายจำนวนมากก็เดือดร้อน เขาคิดว่าเขาอยู่กันมาได้อยู่มานาน  รัฐบาลนี้มาแก้ปัญหากลายเป็นว่ารัฐบาลนี้มารังแกเขา เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาเกิดกรณีอย่างนี้มา (6) ไม่ปล่อยให้มีกลุ่มผู้มีอิทธิพล  พวกนอกรีตนอกกฎหมายใดใดนะครับ รวมทั้งแหล่งอบายมุข  บ่อน  การค้าประเวณีเหล่านี้เป็นต้น

เรื่องของการเดินตาม Road map ไปสู่การเลือกตั้งนั้น วันนี้มีความชัดเจนพอสมควรแล้วอย่าบิดเบือน อย่าต่อต้านกันไปอีกเลย  คำสั่ง  ข้อห้ามของ คสช. ที่เราจำเป็นต้องมีไว้บ้าง เพราะเราเคยมีบทเรียนมาบ้างแล้ว ไม่อยากให้มองว่าไปคุกคามใคร ไปรังแกใคร ไปเอาเปรียบ เอาประโยชน์จากใคร ใครไม่ผิด ไม่พยายามทำความผิด ฝ่าฝืนกฎหมาย จะต้องเดือดร้อนทำไม  เว้นแต่คนมีเจตนาไม่บริสุทธิ์เท่านั้น หลายพรรคการเมืองก็ไม่มีปัญหา มีอยู่ไม่กี่พรรค

“ที่ผ่านมาก็มีส่วนในการทำให้เกิดความขัดแย้งทั้งสิ้น ทำไม่ไม่มีการแปลงแปลงตัวเองบ้าง ช่วยกันคิดช่วยกันพูดในสิ่งที่มีประโยชน์ มากกว่ามาติติงในเวลานี้ จนมากมายเกินไป แล้วลืมว่าสมัยอยู่มาก่อนนั้นทำอะไรไว้แล้วบ้าง ประชาชนต้องช่วยกันติดตาม ช่วยกันคิดทบทวนด้วย รัฐบาลและ คสช. ไม่อาจจะไปตอบได้ ไม่อยากจะไปขัดแย้งกับท่านอีก แต่ท่านก็พยายามที่จะหาเรื่องโจมตี คสช. หรือรัฐบาลมาทุกเรื่องไป กลายเป็นว่ารุมสกรัมรัฐบาล ตนว่าไม่ถูกต้อง พยายามไม่ไปก้าวล่วงใครอยู่แล้ว เพราะว่าเรามุ่งหวังไปสู่การเลือกตั้งที่สงบสันติ ถ้าสันติไม่ได้ สงบไม่ได้ เลือกตั้งจะได้หรือไม่ เลือกตั้งแล้วจะอยู่กันได้หรือไม่ ไปคิดตรงนั้น เราต้องการได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อสถาบัน ทำงานเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชนสืบไป” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว