นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด้านเศรษฐกิจ กล่าวในการเสวนาหัวข้อ “ประชานิยมกับนโยบายหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองไทย” ที่จัดโดย กกต. ที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า ถ้าพูดถึงนโยบายประชานิยม ทุกคนจะต้องนึกถึงพรรคไทยรักไทย ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ซึ่งทำให้แม้หลังรัฐบาลครบเทอมสมัยแรกแล้ว พรรคยังกลับมาชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายถึง 377 เสียง จนกระทั่งมาถูกปฏิวัติในปี 2549 และ เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาการเมืองไทยนับแต่นั้นมา นโยบายที่ได้รับความนิยมสูงสุดจนกระทั่งปัจจุบัน คือ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค, กองทุนหมู่บ้าน, หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอทอป), SMEs, SML ซึ่งหลักคิดของนโยบายประชานิยมในช่วงนั้นคือการคิดให้ครบทุกกรอบ

แต่ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ มีบัตรคนจนที่แจกกระจายกว่า 14 ล้านใบ โดยคนจำนวนมากอาจจะไม่ได้จนจริงในขณะนั้น และยังมีโครงการ ชิมช้อปใช้ และ เที่ยวแล้วได้เงินคืน ซึ่งไม่เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจเลย เพราะจีดีพี ขยายตัวต่ำมาตลอด

และที่ประชาชนฝากทวงถามมา คือนโยบายหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐที่สัญญาไว้มากมาย เช่น ค่าแรงขั้นต่ำ 400-425 บาท ปริญญาตรี 20,000 บาท/เดือน อาชีวะ 18,000 บาท/เดือน ลดภาษีบุคคลธรรมดา 10% โครงการมารดาประชารัฐ ข้าวหอมมะลิ 18,000 บาท/ตัน ข้าวเจ้า 12,000 บาท/ตัน อ้อย 1,000 บาท/ตัน ยางพารา 65 บาท/กก. ปาล์ม 5 บาท/ กก. มันสำปะหลัง 3 บาท/กก. เป็นต้น ซึ่งยังไม่สามารถทำได้เลย จึงอยากถามพลเอกประยุทธ์ที่เป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรค พปชร. ว่าเมื่อไหร่จะทำ หรือจะไม่ทำแล้ว ซึ่งจะผิดกฎหมายหรือไม่ ที่สัญญาแล้วไม่ทำ

ทั้งนี้ นอกจากไม่ทำตามสัญญาแล้วยังไม่มีแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วย โครงการ EEC ก็ไม่ประสพความสำเร็จ ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ควรต้องพิจารณาตัวเองแล้วว่าอยู่ไปก็เป็นตัวถ่วงความเจริญ ควรลาออกไป เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้