พ.ต.อ.ธีรุตม์เทวัญ มังคละวัชร์ ผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิด เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ผกก.ฝอ.บก.ปทส.) โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว ‘Dirutdevan Mangalavach‘ กล่าวถึงประเด็นการวิ่งเต้นใช้เส้นสายในการเลื่อนขั้นในตำแหน่งของแวดวงตำรวจ โดยระบุว่า เคยมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกว่า จะรับราชการตำรวจให้ก้าวหน้า นอกจากการทำงานหนักแล้ว ต้องคบคน 2 อาชีพ คือ “สื่อมวลชน” กับ “นักการเมือง” ซึ่งก็น่าจะเป็นจริงในยุคนั้น แต่โชคดีที่สมัยนี้นอกจากสื่อดั้งเดิมแล้ว ยังมีสื่อโซเชียลเน็ทเวิร์ค​ ที่ถ้าใครรู้จักใช้ให้เป็น ก็เท่ากับตัวเองเป็นสื่อมวลชนเอง แถมทำดีๆ สื่ออาชีพยังมาหยิบเอา content ในสื่อโซเชียลส่วนตัวไปเผยแพร่ฟรีๆ โดยไม่ต้องจ้าง จึงไม่น่าแปลกใจที่ตำรวจมือปราบ, นักสืบ, มือสอบสวน, ตำรวจนักพัฒนา, นักบริหาร, นักกฎหมาย, ตำรวจสายวิชาการ ฯลฯ จะใช้เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ ที่ได้รับความนิยมสูงในบ้านเรา เป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์​ผลงาน บางคนถึงกับลงทุนจ้างมืออาชีพจัดทำแฟนเพจเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

พ.ต.อ.ธีรุตม์เทวัญ กล่าวต่อไปว่า ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด หากผลงานเหล่านั้นเป็นของท่านจริงที่น่ากังวลคือพวก “มือปราบพาวเวอร์พอยท์” ที่เอาผลงานคนอื่นไปพรีเซนต์​ในการบรรยาย ประชุม หรือแถลง โดยไม่ให้เครดิตผู้ปฏิบัติจริง ส่วนอาชีพ “นักการเมือง” ตนเข้าใจเองว่าน่าจะหมายถึงผู้มีอำนาจนอกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มี “พาวเวอร์” สนับสนุนตำรวจพวกของตัวเองได้ อันเป็นการสะท้อนถึงความจริงอันเจ็บปวดกับ “ระบบอุปถัมภ์” ที่แม้น่าเชื่อว่าจะมีในทุกกรมกอง แต่ตำรวจเป็นอาชีพที่ส่วนมากต้องสัมผัสกับประชาชน ให้คุณให้โทษได้ จึงเกิดรอยกระเพื่อมในสังคมได้มากกว่าอาชีพอื่น

พ.ต.อ.ธีรุตม์เทวัญ กล่าวด้วยว่า คนที่ทำงาน เมื่อต้องการเติบโต ต้องการก้าวหน้า จึงต้องวิ่งเต้น เพราะบทเรียนมีให้เห็นในการแต่งตั้งทุกวาระ ซึ่งดูเหมือนจะเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ แต่หากมองอย่างเป็นกลาง ปัญหานี้อาจจะไม่ได้เลวร้ายกว่าที่เคยเป็น อาจเป็นเพียงเพราะความเจริญทางเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่ทำให้ข่าวสารต่างๆ แพร่กระจ่ายไปสู่การรับรู้ของคนหมู่มากรวดเร็วขึ้นก็เป็นได้ ปัญหาที่น่าเป็นห่วงก็คือ คนที่ก้าวหน้าเติบโตจากการ “วิ่งเต้น” เพียงอย่างเดียว ไม่มีผลงาน ไม่มีประสบการณ์ ไม่มีความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณแผ่นดิน เหล่านี้ต่างหาก เมื่อคนเหล่านี้ได้เป็นผู้บริหาร กุมอำนาจหน่วยงานสำคัญ ไม่อยากจะคิดเลยว่าบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร

“ข้อเขียนนี้คือความเห็นส่วนบุคคล มิได้มีเจตนาพาดพิงถึงใครเป็นการเฉพาะ ผู้เขียนไม่ใช่ผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่ใช่คอลัมนิสต์​ เขียนเพราะอารมณ์​พาไป หากไปกระทบความรู้สึกใคร หรือทำให้ท่านใดไม่พอใจ ก็กราบขออถัยมา ณ ที่นี้ด้วย”

 Thai Police