นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ตรึงราคาขายปลีก ก๊าซปิโตรเลียมเหลว LPG ต่อออกไปอีก 3 เดือนโดยให้สิ้นสุดถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 จากเดิมสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายนนี้ เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น LPG ซึ่งไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ 14.37 บาทต่อกิโลกรัมหรือราคาขายปลีกอยู่ที่ 318 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัมโดยใช้เงินกองทุนในส่วนของ LPG มาบริหารซึ่งยังคงเป็นไปตามกรอบวงเงินที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกำหนดให้ใช้ได้ไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้บัญชีก๊าซ LPG ติดลบ 7,424 ล้านบาท

นอกจากนี้ กบง. ยังมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานไปทบทวนความต้องการรายได้ของการไฟฟ้าทั้ง 3 การไฟฟ้าและทบทวนหลักเกณฑ์ทางการเงินเพื่อให้มีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพราะปัจจุบันการคิดผลตอบแทนจากการลงทุนของทั้ง 3 การไฟฟ้า (ROIC) อยู่ที่ ร้อยละ 5-6 อาจไม่ตอบโจทย์การดำเนินงานในปัจจุบัน และให้ สนพ. และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ไปบริหารจัดการปริมาณกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองของประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เช่นขายไฟฟ้าให้เมียนมาร์ ซึ่งปัจจุบันการสำรองไฟฟ้าของไทย อยู่ที่ร้อยละ 37-40 สูงเกินความต้องการ จะต้องปรับให้ลดลงเหลือร้อยละ 17 เพื่อทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าของประชาชนต่ำลงจากปัจจุบัน โดยให้นำกลับมาเสนอ กบง. ครั้งหน้า

ขณะเดียวกัน ยังเห็นชอบปรับหลักเกณฑ์การคำนวณราคา ณ โรงกลั่นของน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี7 ซึ่งจะทำให้การคำนวณราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี7 ลดลง 0.05 1 บาทต่อลิตรเพื่อจูงใจให้ผู้ค้าน้ำมันเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล บี10 ในการดูดซับน้ำมันปาล์มดิบส่วนเกินและช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มอีกทางด้วยและปรับชื่อเรียกน้ำมันกลุ่มดีเซลหมุนเร็ว เป็นน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา บี7 และดีเซลหมุนเร็ว บี20 มีผลบังคับใช้ 1 ตุลาคมนี้