นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว ‘สมชัย ศรีสุทธิยากร Fan page‘ กล่าวถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ว่า  จากการให้สัมภาษณ์ของนายกฯ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2561 แสดงให้เห็นถึงความอ่อนด้อยของหน่วยงานกฎหมายของนายกรัฐมนตรี หรือ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของท่านเป็นอย่างยิ่งในประเด็นต่างๆ ดังนี้

ข้อแรก ทำให้นายก เข้าใจผิดว่า คสช.และ ครม.เป็น คนกำหนดวันเลือกตั้ง จากประโยคที่ว่า “ทำให้สับสนอลหม่านไปกันหมด เลือกอย่างนั้น อย่างนี้ ขอถามว่าเขาเป็นคนเลือกหรือ เขาเป็นคนกำหนดวันเวลาวันเลือกตั้งหรือ ใครเป็นคนกำหนด รัฐบาลกับคสช.ไม่ใช่หรือ หรือกกต.เป็นคนกำหนด” ข้อเท็จจริงตามกฎหมาย มาตรา 102 และ 103 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ออกแบบให้มีการแบ่งหน้าที่ระหว่างรัฐบาล และ กกต. คือ รัฐบาลเป็นผู้ออกกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง แต่ กกต.เป็นผู้กำหนดวันเลือกตั้ง โดย กกต.ต้องประกาศวันเลือกตั้งว่าเป็นวันใด ภายในห้าวันนับแต่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง เหตุผลที่เขียน กม.ให้แตกต่างจากในอดีตที่ให้รัฐบาลทำทั้งสองอย่างนั้น. เพราะเห็นว่า ควรให้ กกต.ที่เป็นอิสระ เป็นผู้กำหนดวันเลือกตั้ง จะสามารถให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย นอกจากนี้ ในมาตรา 104 ยังให้อำนาจ กกต.ประกาศเลื่อนวันเลือกตั้งได้หากมีเหตุจำเป็น เพื่อแก้ไขปัญหาในอดีต ที่ การเลื่อนต้องเห็นชอบร่วมกันระหว่างนายกกับประธาน กกต. และ รัฐบาลไม่ยอมเลื่อน จนทำให้เกิดความเสียหายจากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ (ปัญหาเลือกตั้ง 2 ก.พ. 2557)

ข้อสอง ทำให้นายก ตัดสินใจใช้ ม.44 ในการปลดกรรมการองค์รอิสระ โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่ตามมา จากประโยคที่ว่า “มันมีความจำเป็น ยอมรับว่า มีหน่วยงานเขาขอมา เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางกฎหมาย ซึ่งเขาบอกว่ามันไม่ไหวแล้ว ทำให้ทุกอย่างสับสนอลหม่าน” ประเด็นดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า หน่วยงานด้าน กม.ดังกล่าว ขาดการพิจารณาถึงผลที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบว่าการที่ชงให้ คสช.ใช้ ม.44 กับองค์กรอิสระ โดยเฉพาะ กกต. จะทำให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่มีทางได้รับการยอมรับจากสังคมโลกได้เลย เพราะ กกต.จะขาดเป็นอิสระ หากผู้มีอำนาจทำผิด กม.เลือกตั้งเอง คงไม่มี กกต.ใดกล้าที่ไปตักเตือน หรือชี้ว่า คสช. ทำผิด เพราะเกรงว่า คสช.สามารถใช้อำนาจปลดคนที่เห็นต่างได้ เช่นเดียวกับ การสร้างความรู้สึกเดียวกันไปยังองค์กรอิสระอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกรรมการสิทธิ หากมีกรณี รัฐบาลละเมิดสิทธืมนุษยชน จะไม่กล้าทักท้วง ผู้ตรวจการแผ่นดิน อาจไม่กล้าส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ คตง. ปปช. อาจไม่กล้าตรวจสอบการทุจริตของรัฐ. ไปจนถึงการพิจารณาตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ อาจมีความเป็นอิสระน้อยลง เพราะทุกคนรู้ว่า คสช.สามารถใช้ ม.44 เพื่อปลดผู้เห็นต่างได้

ข้อสาม ความไม่ชัดเจน และ อ่อนด้อยของหน่วยงานด้าน กม.ของนายกฯ สะท้อนให้เห็นว่า บุคลากรของหน่วยงานทั้งหมด ไม่มีแม้สักคนที่มีความสามารถในการตอบโต้หลักทาง กม.ที่ถูกต้อง กับ คนๆเดียว (ที่มิได้จบทางนิติศาสตร์โดยตรง จบปริญญาตรีที่มีวิชา กม.แค่ 3 หน่วยกิต) ถึงขนาดให้เขาไปสร้างความสับสนแก่สังคม (ไม่แน่ใจว่าใครสับสนกันแน่) จนต้องไปขอร้องนายก ให้ปลดคนๆนั้นออก ซึ่งถ้าผมกล่าวผิด ท่านผู้เชี่ยวชาญด้าน กม. เชือดผมกลางอากาศสองสามรอบ แค่นั้นผมพูดไปก็ไม่มีคนเชื่อแล้ว แต่ทุกครั้งดูเหมือนคนของท่านจะพูดผิดมากกว่า

“ในทางกลับกัน หากผมบอกให้นายกรู้ถึงความอ่อนด้อยและไม่ชัดเจนของหน่วยงานด้าน กม.ดังกล่าว จนทำให้ นายกต้องเข้าใจผิดและเสียหายแล้ว ก็สมควรใช้ ม.44. ปลดหน่วยงานนั้นแทน และหากจะตั้งผมเป็นที่ปรึกษา กม. ผมก็ยินดีครับ” นายสมชัยกล่าว

Somchai