เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2563 คุณดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิกและนักออกแบบ ชื่อดัง พร้อมเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่ม Care ได้เปิดเผย ผู้สื่อข่าวไทยแทบลอยด์ ถึงกรณีสภาพเศษฐกิจ ของประเทศไทย ว่า :ในขณะนี้ เหลือเวลา อีกเพียงเดือนกว่าเท่านั้น หนี้เงินกู้ธนาคารทั้งหมดที่เคยลดการผ่อนเอาไว้ จาก 30,000 เหลือ 5,000 อันเนื่องมาจากมาตรการธนาคารในการช่วยเหลือจากภัยพิบัติทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจาก COVID 19 ก็จะหมดลง

แน่นนอนครับ ถ้าคุณเป็นข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ สส. รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี คุณจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆเลย เนื่องจากรายได้ทุกบาทของคุณที่มาจากภาษีประชาชนนั้นยังอยู่ครบถ้วน คุณก็จะยังจ่ายหนี้เหล่านั้นต่อไปได้ และคุณจะคิดว่า ที่พูดกันเรื่องเศรษฐกิจกำลังจะแย่นั้น มันไม่เห็นจะจริงตรงไหน น่าจะเป็นวาทกรรมทางการเมืองของพวกชังชาติเป็นแน่แท้

แต่ถ้าคุณกำลังทำธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (ซึ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศ) คุณน่าจะกำลังคุยกับธนาคารอยู่ ว่ามีหนทางใดบ้างที่จะพอชะลอการจ่ายหนี้นี้ออกไปได้เพิ่มอีกบ้าง หรือมีทางใดที่จะได้ soft loan เพื่อมาปรับธุรกิจของคุณให้เดินไปข้างหน้าได้ พวกคุณส่วนใหญ่ 3 ใน 4 ก็จะถูกปฏิเสธความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากธนาคาร เพราะธนาคารรู้ดีว่า ถ้าให้เงินคุณยืมเพิ่ม โอกาสที่จะเป็นหนี้เสียนั้นมีถึง 70% ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ และหนี้เสียเหล่านั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยก็จะรับผิดชอบไม่ถึง 30% ธนาคารพาณิชย์ของคุณต้องเป็นคนรับผิดชอบหนี้เสียเหล่านั้นเอง เพื่อไม่ให้ตัวเองเดือดร้อน การไม่ปล่อยกู้ให้คุณนั้น น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า เพราะจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบเพิ่ม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ซึ่งทั้งหมดก็คือข้าราชการ) ก็คิดเหมือนกันว่าทำแบบนี้ดีแล้ว เพราะตัวเองก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเช่นกัน ไม่ทำอะไรเสี่ยงๆ ย่อมมีผลดีต่อชีวิตข้าราชการอย่างพวกเขา

ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก จึงเดินหน้าไปสู่กองหนี้ขนาดมหึมาที่กำลังถาโถมเข้ามา รายได้มากกว่า 70% ของธุรกิจเหล่านั้น พึ่งพาการท่องเที่ยวและการส่งออกเป็นสำคัญ เมื่อรัฐบาลมีคำสั่งเด็ดขาดให้ปิดประเทศเนื่องจากการระบาดของ COVID 19 แบบไม่มีการผ่อนปรนใดๆ แน่นอนเราเฉลิมฉลองการหยุดการแพร่ระบาดนั้นได้ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็กำลังเอาไฟเผาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมนั้นให้ตายไปอย่างรวดเร็ว และจนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือใดๆที่เป็นรูปธรรมออกมาจากรัฐบาล กระทรวงการคลัง หรือธนาคารแห่งประเทศไทย ในวิธีที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมได้รับความช่วยเหลือเลย

ตรงกันข้าม สิ่งที่ธุรกิจเหล่านั้นเจอคือ การระดมไล่เก็บภาษีทุกเม็ดจากเจ้าหน้าที่สรรพากร การไล่เก็บค่าสาธารณูปโภคย้อนหลัง และกำลังจะเจอการติดตามหนี้ของธนาคารอย่างหนักหน่วงในอีก 1 เดือนข้างหน้า และด้วยเหตุที่ธนาคารไม่ปล่อย soft loan เพราะกลัวหนี้เสียนี้เอง ที่จะทำให้เกิดวิกฤตหนี้เสียครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ เราคาดว่าธุรกิจรวมกันกับบุคคลจะก่อให้เกิดหนี้เสียมากกว่า 7 ล้านล้านบาท และถึงจุดนั้น คือการเดินทางสู่ก้นเหวโดยสมบูรณ์ และแทบจะไม่มีทางที่เราจะแก้ปัญหาใดๆได้ทันอีกต่อไป ค่าเงินบาทจะตกต่ำไปทันที ธนาคารหลายแห่งจะประสบปัญหาอย่างหนัก และตอนนั้นต่อให้คุณเป็นข้าราชการหรือนายกรัฐมนตรี ก็ไม่มีใครจะรอดจากวิกฤตนั้นไปได้

หนทางที่จะรอดจากวิกฤตนี้ ในอีก 1 เดือนข้างหน้า เราเหลือทางเลือกไม่มากนัก และต้องลงมือทำอย่างรวดเร็ว คือ

1). ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องประกาศให้ธนาคารพาณิชย์ อัดฉีดเงินกู้เข้าในระบบของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ให้ได้ 2 ล้านล้านบาทภายใน 2 เดือนข้างหน้า โดยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยค้ำประกันวงเงินกู้นั้นทั้งหมด โดยให้เริ่มผ่อนจ่ายคืนในอีก 4 ปีข้างหน้า นักเศรษฐศาสตร์ที่เก่งจะเข้าใจดีว่าเราจะเนรมิตเงินเหล่านั้นขึ้นมาได้อย่างไร และไม่ยากเลย

2). เปิดให้เกิดการเข้ามาของนักท่องเที่ยวให้ได้เร็วที่สุดและปลอดภัยที่สุด การตรวจ COVID 19 สามารถทำได้โดยใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมง ถ้าเราเริ่มทำงานมีมาตรการจริงจังตั้งแต่เดือนหน้านี้ เรายังมีความหวังที่จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวอย่างปลอดภัยในช่วงปลายปีบ้าง ประเทศไทยอยู่ไม่ได้หรอกครับถ้าไม่มีรายได้จากนักท่องเที่ยวและการส่งออก รัฐบาลทหารที่ผ่านมาก็ได้ทำลายพื้นฐานของธุรกิจส่งออกไปแล้วด้วยค่าเงินบาทที่แข็งที่สุดในประวัติศาสตร์ การท่องเที่ยวเป็นความหวังสุดท้ายที่จะพลิกประเทศให้ฟื้นได้เร็วที่สุด เราแนะนำให้เริ่มเปิดที่เกาะภูเก็ตก่อนทันทีในเดือนหน้า เพื่อเป็นการทดลองและเตรียมการสำหรับการเปิดทั้งประเทศในลำดับต่อไป

ในขณะที่รัฐบาลกำลังสาละวนว่าจะไล่จับแกนนำม๊อบคนไหนวันนี้ หรือจะซื้อเรือดำน้ำกี่ลำ ทำงานทางด้านเศรษฐกิจกันบ้างก็ดีนะครับ รมว.คลัง กับ ผู้ว่าธปท. คนใหม่ก็รีบขยับเข้าที่เข้าทางโดยเร็วเถอะครับ เวลาเหลือไม่มากแล้ว ถึงตอนที่ทุกอย่างล่มสลายในมือท่าน จะเป็นประวัติการทำงานที่ดูไม่ดีไปจนตายเลยล่ะครับ ผมล่ะกลัวแทน “คุณดวงฤทธิ์ กล่าว”