ผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนที่ 17 ฉายวิสัยทัศน์ ปรับบทบาทธนาคาร ออมสิน เข้าสู่การเป็น Social Bank เต็มรูปแบบ เดินหน้าช่วยเหลือลูกค้า-ประชาชน 3 กลุ่มเร่งด่วนผู้มีรายได้น้อย หรือฐานรากผู้ประกอบการรายย่อย และองค์กรชุมชนเผยเตรียมเข้าสู่ธุรกิจ Non-Bank เปิดรีไฟแนนซ์ลูกหนี้ กดดอกเบี้ยลง 8 -10% ช่วยเหลือคนจนที่ประสบปัญหาหนี้สินและต้องรับภาระดอกเบี้ยที่สูงมากหวังปรับโครงสร้างดอกเบี้ยของตลาดเงินกู้รายย่อยเพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมเตรียมขยายมาตรการพักชำระหนี้และดอกเบี้ยไปจนถึงสิ้น ธ.ค 63 จากเดิมที่มาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดในเดือน ก.ย 63

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน เปิดเผยว่าธนาคารออมสินจะปรับบทบาทมุ่งสู่การเป็น Social Bank หรือธนาคารเพื่อสังคมอย่างเต็มรูปแบบเพื่อสร้างผลเชิงบวกแก่สังคม “Making POSITIVE Impact on Society” ด้วยการดูแลลูกค้าและประชาชน 3 กลุ่มหลักได้แก่ผู้มีรายได้น้อยผู้ประกอบการรายย่อย (พ่อค้าแม่ค้า ) และองค์กรชุมชนเพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมหลุดพ้นจากความยากจนยกระดับรายได้ต่อยอดเป็นผู้ประกอบการรายย่อยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอันเป็นภารกิจสำคัญที่ธนาคารฯมีความเชี่ยวชาญจากประสบการณ์ที่ได้ดูแลกลุ่มลูกค้านี้อย่างใกล้ชิดมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปีจนปัจจุบันธนาคารฯมีฐานลูกค้ากลุ่มนี้ถึง 12.8 ล้านรายหรือ 61.6% ของจำนวนลูกค้ารวมโดยจะปรับภารกิจและกระบวนการทุกด้านของธนาคารให้สอดคล้องกับการเป็น Social Bank เพื่อมุ่งให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกต่อสังคมที่เป็นรูปธรรมชัดเจนในขณะที่การทำภารกิจเชิงพาณิชย์จะเป็นกิจการรองเพื่อสร้างกำไรที่จะนำมาอุดหนุนภารกิจด้านสังคมรวมถึงการสร้างความเข้มแข็งทางการเงินด้วยการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่มุ่งเน้นคุณภาพมากกว่าการเติบโตด้วยปริมาณซึ่งจะเป็นการสร้างสมดุลในการดำเนินธุรกิจขององค์กร ทำให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Banking)
สำหรับภารกิจแรกคือ การนำธนาคารออมสินเข้าสู่ธุรกิจ Non-Bank อย่างเต็มตัวภายใต้การมุ่งสู่ Social Bank ด้วยการสนับสนุนแหล่งเงินทุนที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาดในปัจจุบันเพื่อช่วยเหลือประชาชนรายย่อย/ผู้มีรายได้น้อยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างผลเชิงบวกให้กับสังคมอย่างจริงจังเพื่อบรรเทาภาระดอกเบี้ยเงินกู้ในระบบและมุ่งเน้นสร้างกลไกเพื่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยที่ลูกค้ากลุ่มฐานรากใช้บริการ Non-Bank ได้แก่สินเชื่อบุคคล/บัตรกดเงินสดบัตรเครดิตสินเชื่อจำนำทะเบียนรถเป็นต้นซึ่งคิดอัตราในระดับสูงถึง 24 – 28% ต่อปีหรืออาจจะมากกว่านี้โดยมีเป้าหมายจะลดภาระดอกเบี้ยของผู้กู้ลงให้ได้ 8 – 10% ซึ่งจะเริ่มเปิดให้บริการได้ภายใน 6 เดือนนี้

นอกจากนี้ ธนาคารฯจะจัดตั้งศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการรายย่อยที่มุ่งเป้าช่วยเหลือประชาชนในการสร้างธุรกิจโดยรวบรวมองค์ความรู้ในทุกด้านที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ และการทำธุรกิจอาทิ กลุ่ม Street Food, กลุ่ม Homestay เป็นต้นเริ่มจากการให้ข้อมูลเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมการคัดเลือกลูกค้ากลุ่มเป้าหมายการวางกลยุทธ์การตลาดและสร้างช่องทางการขาย/การหาลูกค้าไปจนถึงการให้สินเชื่อและการร่วมทุนโดยธนาคารออมสินจะเป็นหน่วยงานรัฐแห่งแรกที่สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการได้อย่างครบวงจรเพื่อให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นและยั่งยืน

ผู้อำนวยการธนาคารออมสินกล่าวต่อไปว่า Digital Banking จะเข้ามามีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจ Social Bank ให้ประสบความสำเร็จโดยจะถูกปรับบทบาทให้เข้ามาช่วยสนับสนุนงานของสาขา และจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบทำให้ประชาชน ต้องปรับตัวสู่การใช้ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ธนาคารฯจึงเตรียมพัฒนาบริการลักษณะเฉพาะหรือ Feature ใหม่ๆบนแอปพลิเคชัน MyMo เพื่อให้ลูกค้าไม่ต้องเดินทางไปสาขาแต่สามารถใช้บริการบนโทรศัพท์มือถือได้อาทิบริการปรับโครงสร้างหนี้การให้บริการสินเชื่อแบบ Digital Lending ตลอดจนบริการเปิดบัญชีเงินฝาก(e-KYC) อีกด้วยซึ่งจะเริ่มให้บริการได้ภายใน 6 เดือนนับจากนี้ไปเช่นกัน

“สภาวะสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งจากผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยมีปัจจัยจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกต่อไปอีกส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนทำให้กิจการค้าขาย/บริการ ธุรกิจต่างๆล้วนตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก จำเป็นต้องมีการปรับตัวธนาคารออมสินจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการปรับบทบาทของธนาคารออมสินมุ่ง สู่ Social Bank จะเป็นพลังสำคัญที่จะทำให้การใช้ชีวิตวิถีใหม่มีต้นทุนที่ลดลงช่วยบรรเทาผลกระทบให้ประชาชนและลูกค้าของธนาคารฯได้” ผู้อำนวยการธนาคารออมสินกล่าวในที่สุด