นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ สส.กทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการอภิปรายงบประมาณปี 64 ว่าการชี้แจงของรัฐมนตรีโดยเฉพาะกระทรวงการคลังนั้นดูเหมือนจะตอบแบบไม่มีกะจิตกะใจในการทำงาน เพราะดูแล้วรัฐบาลทำงบฯแบบฝันหวาน ทั้งๆ ที่ไม่สามารถกำหนดฝันได้เพราะปัจจัยลบเต็มไปหมด

นอกจากนี้จากการอภิปรายของ ฝ่ายค้าน เจาะตรงเป้า เข้าทุกดอก ตอกทุกประเด็น แต่รัฐมนตรีหลายคนก็ตอบแบบ รักษากระทรวงของตนเองไว้ โดยเฉพาะรัฐมนตรีพรรคร่วมเห็นได้ชัดว่า ไม่ใส่ใจภาพรวมการจัดทำงบประมาณ ไม่ช่วยอธิบายแทนนายกรัฐมนตรีที่โดนจัดเต็มอยู่คนเดียว

พร้อมกันนี้ นายจิรายุ กล่าวอีกว่า 7 ปีมานี้ทำให้เห็นความอันตรายของการจัดทำงบประมาณ ซึ่งถือว่าเป็นฟางเส้นสุดท้ายของประเทศ เพราะหากจัดทำแบบสุรุ่ยสุร่ายชุดความคิดเดิมๆ ก็จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศที่สุ่มเสี่ยงอยู่แล้ว ถึงขั้นล้มละลายได้และอาจต้องใช้บริการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ IMF ได้

วันนี้ฝ่ายค้านเป็นห่วงแนวคิด และฝีมือบริหารประเทศ ที่ยังไม่เห็นน้ำยาในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลมากว่า 7 ปี ตนขอเตือนประชาชนว่าปี 2564 ถึง 2565 จะเป็นช่วงที่น่าจับตา และต้องประครองตนเองอย่างยิ่ง เพราะจากการกู้เงินของรัฐบาลจะมีสูงถึง 58% ไปแล้วซึ่งเหลืออีกเพียง 2% ก็จะเต็มวงเงินในการกู้ และยิ่งเห็นการจะทำงบประมาณซึ่งไม่ได้สนับสนุนเพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจนักในปีนี้ และปีต่อไปก็จะทำให้รัฐบาลไม่สามารถกู้เงินได้อีกต่อไป ซึ่งตั้งแต่สยามประเทศ ปี 2475 มาจนปี 2557 มีนายก 28 คน กู้เงินรวมกันแค่ 2.295 ลล.บาท แต่ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี คนนี้คนเดียวจัดเต็ม กู้มากกว่า นายกฯ 28 คน ถึง 3.825 ลล.บ.

นายจิรายุ ยังกล่าวถึงปัญหาเศรษฐกิจ ว่า รัฐบาลคาดการณ์ปี 64 เศรษฐกิจจะโตประมาณ 5% แต่ยังมีความไม่แน่นอน และมีความเสี่ยงสูง เป็นการประเมินเข้าข้างตัวเองเกินไป แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย กลับออกมาเตือนอีกทางว่า อาจจะติดลบถึง 8.1% เสียด้วยซ้ำ ต้องรีบบอกประชาชนว่าอย่าได้นิ่งนอนใจ เตรียมตัวรับมือ ให้ดีเพราะอาจจะเกิดสึนามิ ทางเศรษฐกิจอาจคล้ายกับหลัง สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะข้าราชการทั้งประเทศ อาจ ตกงานกว่าครึ่ง เพราะมีตัวอย่างแล้วในช่วงที่ประเทศไม่มีเงินและไม่สามารถกู้ได้ ต้องลดรายจ่ายประจำ ในยุคนั้นก็จะใช้ “ดุลข้าราชการ” นั่นก็คือการเลิกจ้าง ลดองค์กรของรัฐ ทหารลดกำลังพล

เพราะหากปี 64-65 รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ และยังจัดทำงบประมาณ แบบไม่ดูตาม้าตาเรือ ประเภทขอ “นอนก่อน..ฉันจะขอฝันดี” ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ นอกจากจะขาดดุลงบประมาณแล้ว ก็จะไม่สามารถกู้ได้อีกแล้ว ก็จะต้องไปลดงบประมาณรายจ่ายเพื่อให้เป็นไปตามกรอบ วินัยการเงินการคลังที่ต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อการลงทุนไม่น้อยกว่า 20% เพราะฉะนั้นอยากให้ นายกรัฐมนตรีฟังประชาชนบ้างวันนี้ ชาวบ้านพูดกันเป็นเสียงเดียวกันแล้วว่า “วันนี้ผู้ติดเชื้อไม่มี แต่ผู้เป็นหนี้ มีเต็มบ้านเต็มเมือง”

เพราะฉะนั้นไม่แปลก ที่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ได้รับฉายา “นักกู้แห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา บิดาแห่งความเหลื่อมล้ำ ผู้นำการก่อหนี้ และยังเป็นผู้จัดงาน มหกรรมก่อหนี้แห่งชาติ ” ด้วยงบประมาณ 2564 นี้อีก