คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์นำเสนอผ่านกระทรวงการคลังให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจลดเงินนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจจากเดิมนำส่ง 0.25% ต่อปีลดลงเหลือ 0.125% ต่อปีของยอดเงินฝากที่ได้รับจากประชาชนเป็นระยะเวลา 2 ปีในปี 2563 และ 2564 เพื่อให้สถาบันการเงินของรัฐมีต้นทุนที่ลดลงและนำไปบรรเทาความเดือดร้อนให้ลูกค้าประชาชนได้เพิ่มมากขึ้นหลังจากก่อนหน้านี้ธนาคารแห่งประเทศไทยผ่อนปรนให้ธนาคารพาณิชย์ลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินจาก 0.46% ต่อปีเหลือ 0.23% ต่อปี

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันนี้ (30 มิถุนายน 2563) มีมติเห็นชอบตามที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์นำเสนอผ่านกระทรวงการคลังให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจลดเงินนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจจากเดิมนำส่ง 0.25% ต่อปีลดลงเหลือ 0.125% ต่อปีของยอดเงินฝากที่ได้รับจากประชาชนเป็นระยะเวลา 2 ปีในปี 2563 และ 2564 เพื่อให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจลดต้นทุนทางการเงินเพิ่มบทบาทในการสนับสนุนภาคธุรกิจและภาคประชาชน ให้มีต้นทุนทางการเงินหรือภาระดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลดลงเช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ผ่อนปรนให้ธนาคารพาณิชย์ลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จาก 0.46% ต่อปีลดลงเหลือ 0.23% ต่อปีเป็นระยะเวลา 2 ปีเพื่อลดต้นทุนให้กับธนาคารพาณิชย์ในการนำไป ลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงให้กับประชาชนและภาคธุรกิจและหลังจากนี้หากประกาศกระทรวงการคลังในเรื่องดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้แล้วธอส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีพันธกิจทำให้คนไทยมีบ้านและเป็นธนาคารบ้านของคนไทยพร้อมที่จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงใน ไตรมาสที่ 3 เพื่อช่วยให้ลูกค้าปัจจุบันของธนาคารสามารถลดภาระหนี้เงินต้นคงเหลือได้เร็วขึ้นส่วนผู้กู้รายใหม่ก็จะมีโอกาสได้รับวงเงินกู้ที่สูงขึ้นด้วยรายได้สุทธิจำนวนเท่าเดิม

สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธอส. ปัจจุบันประกอบด้วยอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) อยู่ที่ 6.150% ต่อปีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) อยู่ที่ 5.750% ต่อปีและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้เบิกเกินบัญชี (MOR) อยู่ที่ 5.900% ต่อปี