พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) พร้อมนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแว้ดล้อม ร่วมเดินทางลงพื้นติดตามสถานการณ์น้ำ และตรวจความคืบหน้าการแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ อ.สบปราบ จ.ลำปาง ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่อยู่ในแผนเฝ้าระวังการขาดแคลนน้ำของ กอนช. เพื่อรับทราบความคืบหน้าและปัญหา ข้อขัดข้อง รวมทั้งความต้องการต่างๆ ที่จำเป็นของท้องถิ่น โดยพบว่า จ.ลำปาง อยู่ในลุ่มน้ำวัง ที่มีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ และมีไม้ผลยืนต้นที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงกว่าหมื่นไร่ แต่ด้วยความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ และชาวบ้านในพื้นที่ ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำทำให้ จ.ลำปาง ไม่มีพื้นที่ประกาศภัยแล้ง โดยปีนี้รัฐบาลได้จัดสรรงบกลางแก้ไขภัยแล้งกว่า 70 โครงการ และงบเร่งด่วนอีกกว่า 150 โครงการ ทั้งการขุดเจาะบ่อบาดาล การซ่อมแซมระบบประปา การขุดลอกแม่น้ำวัง และทำเขื่อนป้องกันตลิ่ง รวมทั้งโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการสำคัญที่อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมอีกกว่า 20 โครงการ ที่กำลังเร่งรัดขับเคลื่อนให้สามารถแก้ปัญหาน้ำได้ทั้งระบบ ทั้งนี้ จ.ลำปาง ได้ริเริ่มโครงการนำร่องที่สำคัญ ได้แก่ “สิริราชโมเดล” เพื่อแก้ไขภัยแล้งในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยบริหารจัดการน้ำทั้งบนดิน และใต้ดินอย่างเป็นระบบ

พล.อ.ประวิตร ได้มอบนโยบายการทำงาน ให้แก่ กอนช. จ.ลำปาง และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ให้บูรณาการทำงานแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบและขับเคลื่อนโครงการต่างๆให้แล้วเสร็จตามแผนงานอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่ ที่ได้ทุ่มเท เสียสละ ปฏิบัติหน้าที่แม้ต้องระวัง COVID-19 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ยังได้ขอบคุณประชาชนและเกษตรกร จ.ลำปาง ที่ได้แสดงออกถึงความร่วมมือกับภาครัฐในการแก้ปัญหาภัยแล้ง กระทั่งมีความคืบหน้าอย่างน่าพอใจส่งผลให้ จ.ลำปาง ไม่มีพื้นที่ประกาศภัยแล้งซึ่งถือเป็นจังหวัดต้นแบบของพื้นที่ภาคเหนือ และรัฐบาลพร้อมส่งเสริมการพัฒนาให้มีความต่อเนื่อง ต่อไป

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ได้เดินทางลงพื้นที่ อ.สบปราบ จ.ลำปาง เพื่อรับทราบสถานการณ์ยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือโดยรวม
พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมให้กำลังใจการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ โดยย้ำนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหยาเสพติดอย่างจริงจัง มุ่งเน้นความยั่งยืนในการสกัดกั้น ปราบปราม การป้องกันและบำบัดฟื้นฟู โดยให้ขยายผลทำลายเครือข่ายและจับกุมให้ถึงรายใหญ่ และต้องจัดการกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องไม่มียกเว้น

พร้อมชื่นชมและให้กำลังใจการปฏิบัติงานของทหาร ตำรวจและหน่วยงาน ป.ป.ส.ในพื้นที่ภาคเหนือ ที่ร่วมกันสกัดกั้นในพื้นที่ชายแดนและการปราบปรามในพื้นที่ตอนในอย่างเข้มข้นและได้ผลที่ผ่านมา โดยสามารถขยายผลทำลายเครือข่ายในหลายชุมชน และเชื่อมโยงถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งในและนอกประเทศได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ยังได้กำชับฝ่ายความมั่นคงนำเทคโนโลยีมาร่วมกันคุมเข้ม เฝ้าระวังปัญหายาเสพติดในพื้นที่และในเครือข่ายโซเชียลมากขึ้น โดยขอให้ทหารสกัดกั้นในพื้นที่ชายแดนให้เป็นผลและขอให้ฝ่ายปกครองและตำรวจเปิดปฏิบัติการปราบปรามในพื้นที่ชั้นในต่อเนื่องกันไป โดยมุ่งทำลายเครือข่ายยาเสพติดในทุกพื้นที่ชุมชนขยายผลสู่การยึดทรัพย์รายใหญ่ให้ได้ เพื่อร่วมกันหยุดยั้งปัญหายาเสพติดไม่ให้ซ้ำเติมประชาชนกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ยังคงมีอยู่