นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีกรณีให้ไปพิจารณาศึกษาเปรียบเทียบความจำเป็นในการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กับการใช้กฎหมายปกติ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ว่า นายกรัฐมนตรี ให้มีการไปเปรียบเทียบว่าหากมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้วจะมีกฎหมายใดมารองรับ และจะทำให้เกิดผลดีหรือผลเสียต่อการควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งในความเป็นจริงหากมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว ก็ยังมีในส่วน พ.ร.บ.โรคติดต่อ ที่ให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดในการบริหารจัดการ แต่อาจจะไม่ทั่วถึง ซึ่งไม่มีความเป็นไปได้ที่จะใช้กฎอัยการศึกหรือพ.ร.บ.ความมั่นคงมาใช้แทน

ทั้งนี้ การให้อำนาจผู้ว่าฯ บริหารจัดการ อาจเกิดความลักลั่นได้ เช่น บางจังหวัดอาจตึงแต่บางจังหวัดอาจหย่อนยาน จึงจำเป็นต้องใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาคุมอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลได้ใช้กฎหมายทั้งสองฉบับนี้คู่ขนานกันมาตลอด หากเลิกประกาศใช้พ.ร.บ.ฉุกเฉิน ก็จะเหลือ พ.ร.บ.โรคติดต่อเท่านั้น หากคิดว่าเอาสถานการณ์อยู่ก็ทำได้ ถ้าคิดว่าเอาไม่อยู่ก็ต้องใช้กฎหมายสองชั้นซ้อนกันอยู่ แต่เหตุที่ต้องประกาศไว้เนื่องจากหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินก็สามารถนำข้อกำหนดมาใช้ได้ทันที แต่หากเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็สามารถทำได้ถ้าคิดว่าสถานการณ์ไว้วางใจได้

อย่างไรก็ตาม นายวิษณุ ระบุ ถ้าเลิกไปเลย เหมือนกับที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้ใช้ พ.ร.บ.โรคติดต่อ ก็อาจเพียงพอ แต่กลัวอย่างเดียวคือ 77 มาตรฐาน ซึ่งผู้ว่าฯ ไม่สามารถตามไปรับผิดชอบที่เกิดขึ้นได้ โดยสิ่งเหล่านี้ก็จะวิ่งมาหาให้รัฐบาล ดังนั้นในวันนี้รัฐบาลก็ต้องมาหารือว่าควรขยายพ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไปอีกหรือไม่ ซึ่งยังมีเวลาอีก 15 วัน

นอกจากนี้ นายวิษณุ ยังกล่าวถึงกรณีสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ออกประกาศให้เลื่อนการเปิดสนามบินออกไปอีก 1 เดือน ว่า มาตรการดังกล่าวไม่เกี่ยวกับการต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่เป็นการมองว่า อาจเป็นความเสี่ยงที่จะนำเชื้อเข้ามาในประเทศ ซึ่งหากยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ก็ยังสามารถควบคุมการบินได้ เพราะยังถือเป็นจุดเสี่ยง