นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในรายการ ต้องถาม ทางสถานีโทรทัศน์ฟ้าวันใหม่ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาถึงโครงการประชารัฐ เฟส 2 หรือโครงการไทยนิยมยั่งยืนว่า ตนยังไม่ค่อยทราบรายละเอียดเกี่ยวกับแนวคิดโครงการดังกล่าวที่บอกว่าเกี่ยวกับการพัฒนานั้นจะมีรูปแบบอย่างไร ทราบแต่ว่าจะมีการระดมเป็นทีม 7 – 8 พันคณะ เพื่อที่จะลงไปพัฒนา เพียงแต่เป็นห่วงว่าเรื่องไทยนิยมยั่งยืนนี้สุดท้ายเรื่องจะกลับมาที่ส่วนกลางว่าจะอนุมัติอะไร ใครก่อน ใครหลัง ซึ่งจะทำให้เป็นไปได้ช้า และหลายครั้งก็อาจจะไม่สอดคล้องกับความต้องการ

ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ยังพูดถึง ครม.สัญจร ที่นายกฯ และคณะรัฐมนตรีเดินทางไปที่ภาคตะวันออกว่าก็เป็นเรื่องดี โดยเฉพาะเรื่องฮับผลไม้ หรือการที่จะไปพัฒนาหลายพื้นที่ที่มีศักยภาพ รวมทั้งเรื่องระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (EEC) แต่ก็ต้องฟังเสียงของทุกๆ ฝ่ายอย่างสมดุลด้วย เพราะสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นบทเรียนมาแล้วคือกรณีของมาบตาพุด ที่เราอุตส่าห์พยายามแก้ไขปัญหา จนเป็นที่ยอมรับได้พอสมควร แต่ปัจจุบันหลายเรื่องที่เราเคยทำไว้ รัฐบาลนี้กลับบอกว่าไม่ต้องทำ หรือปล่อยไป เพียงเพราะว่าบอกว่าอยากจะพัฒนาพื้นที่นี้ ซึ่งต้องระมัดระวังเพราะว่าจะเกิดความไม่สมดุล และไม่ยั่งยืนตามชื่อที่บอก

“เราก็ควรจะมีบทเรียนจากเรื่องเหล่านี้ เพราะภาคการเกษตรในอดีต เวลามีโครงการที่ส่วนกลางชี้นำให้ไปทำอย่างนี้แล้ว มีหลายโครงการล้มเหลวไป มีแม้กระทั่งงานซึ่งเราเคยคิดว่ามันเป็นนโยบายที่น่าจะให้แต่ละคนคิด อย่างเช่นกรณีโอท็อป ก็จะพบความเป็นจริงมาตลอดว่า โอท็อปที่ประสบความสำเร็จ คือผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นเรื่องของตำบลนั้น เขาคิด หรือเขาเคยทำอยู่แล้ว แต่ประเภทที่ราชการไปชี้ให้เขาทำ ส่วนใหญ่ก็ไปไม่ได้” นายอภิสิทธิ์กล่าวและว่า

ลักษณะโครงการจึงควรจะเป็นเรื่องของท้องถิ่นเป็นหลัก แต่ส่วนกลางอาจมีการสมทบงบประมาณ สนับสนุนในเชิงวิชาการ และอาจจะต้องดูภาพรวมนิดหน่อย เช่น สมมติว่าหลายท้องถิ่นคิดเหมือนกัน และแข่งขันกันเอง และอาจจะไปไม่ได้ อย่างนี้ส่วนกลางอาจจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องเพื่อดูให้สอดคล้องกันอย่างไร แต่ปัญหาในช่วง 3 – 4 ปีนี้ การกระจายอำนาจเกิดขึ้นน้อยมาก และมีการดึงอำนาจกลับเข้าสู่ส่วนกลางเกือบทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องการศึกษา เพราะฉะนั้นตรงนี้อยู่ที่รัฐบาลจะปรับวิธีคิดหรือไม่

เมื่อถามว่าการลงพื้นที่ของนายกฯ ครั้งนี้เป็นการปูพรมกรุยทางการเมืองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ต้องติดตามกันต่อไป ดูรูปแบบแล้วก็คงจะมองออก ตนถือว่าถ้าเป็นการไปทำงานเพื่อประชาชน ก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าเอาเรื่องของการเมืองเป็นตัวตั้ง ก็เกรงว่างานจะล้มเหลว หรือในที่สุดคือประชาชนก็จะกลายเป็นว่าไม่ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการอย่างแท้จริง และถ้าไปใช้ระบบเดิมก็คือ คิดว่าการใช้งบประมาณของรัฐ เป็นเรื่องของเครื่องมือทางการเมือง เราก็กลับไปสู่ปัญหาการเมืองแบบเดิมๆ

ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์พูดถึงโครงการประชารัฐ เฟส 2 ว่ามีประเด็นใหม่ในเรื่องการจะให้ไปฝึกอาชีพ ซึ่งตนพอเข้าใจหลักคิด โดยการเอาเงินของรัฐไปสนับสนุนก็ต้องยั่งยืน ไม่ใช่ว่ารับเงินไปเรื่อยๆ แต่ต้องสามารถที่จะพัฒนาอาชีพได้ และการพัฒนาอาชีพนี้ก็ไม่ควรเป็นไปลักษณะยัดเยียด ซึ่งจะทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นจึงต้องรอดูว่าเขาสามารถที่จะทำโครงการพัฒนาอาชีพนี้ให้สอดคล้องกับตัวเงื่อนไขของบุคคล และพื้นที่ได้มากน้อยแค่ไหน”