เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2562 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ได้เปิดเผยว่า จากกรณีที่อาคาร นาตารี อาบอบนวด เดิมเตรียมเปิดกิจการใหม่ในสถานที่ตั้งเดิม เป็นสถานอาบอบนวดที่หรู ระดับ 5 ดาวบนถนนรัชดาโดยใช้ชื่อใหม่ ว่า “Little Duck”นั้น

“วันนี้ตนได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยให้ พ.ต.อ.ภูริส จินตรานนท์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง เจ้าของพื้นที่รับผิดชอบประสานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายโยธาเขตดินแดง เพื่อให้ร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีข้อหา ใช้อาคารผิดประเภท,ดัดแปลงต่อเติมอาคาร,ใช้อาคารที่พักอาศัยเป็นอาคารพาณิชย์

พร้อมทั้งยังได้สั่งการให้ประสานกับหน่วยงานที่ออกใบอนุญาตสถานบริการพิจารณาเรื่องการออกใบอนุญาต เนื่องจากสถานที่ดังกล่าวเคยถูกจับกุม คดีค้ามนุษย์ ซึ่งตามคำสั่ง คสช.ที่ 22/2558 ระบุชัดเจนว่า เมื่อมีการจับสถานบริการใดในคดีค้ามนุษย์ ให้เสนอปิดและไม่ให้ใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นเวลา 5 ปี จะมาอ้างว่ามีหลายเลขที่ห้องก็ตาม ให้ถือว่าเป็นสถานที่อาคารเดียวกัน มันผิดกฏหมาย จึงไม่สามารถเปิดใช้เป็นสถานบริการได้”

สำหรับคดีนาตารี อาบอบนวด นั้นเมื่อ ปี 2559 ได้เคยถูกชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองบุกช่วยเหลือหญิงอายุต่ำกว่า 18 ปี บังคับให้ค้ากามเผยขึ้นเมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 7 มิ.ย. ร.ต.ท.อาทิตย์ บุญญะโสภัต อธิบดีกรมการปกครอง นายพิริยะ ฉันทดิลก ผอ.สำนักการสอบสวนและนิติการ ว่าที่นายกองเอกวรยุทธ เนาวรัตน์ ผอ.สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองและสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (สมาชิก อส.) กระทรวงมหาดไทย จำนวน 100 นาย เปิดปฏิบัติการสังขร เข้าตรวจสอบการดำเนินกิจการของ “นาตารีเอ็นเตอร์เทนเมนท์ อาบอบนวด” ถนนรัชดาภิเษก แขวงและเขตดินแดง กทม. หลังได้รับการร้องเรียนนำหญิงต่างด้าว อายุต่ำกว่า 18 ปี เข้ามาแอบแฝงค้าประเวณี
พบเป็นอาคารพาณิชย์สูง 5 ชั้น บริเวณชั้นล่างเปิดเป็นที่ไว้สำหรับให้ผู้เข้ามาใช้บริการเลือกหญิงสาว ชั้น 2-5 เปิดเป็นห้องพักภายในห้องมีเฟอร์นิเจอร์พร้อมอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ ขณะเข้าตรวจสอบพบนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมากกำลังเข้ามาใช้ บริการ เจ้าหน้าที่จึงสั่งให้ยุติกิจกรรมทุกอย่าง และเชิญตัวผู้มาใช้บริการออกนอกพื้นที่เพื่อตรวจค้น สามารถควบคุมหญิงให้บริการค้าประเวณีได้ 119 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมา โดยพบเป็นเยาวชนชาวเมียนมา อายุต่ำกว่า 18 ปี 7 คน มีหญิงไทย 1 คน ที่เหลือเป็นชาวเมียนมา มีนายพงษ์อนันต์ คณะเชต์ อายุ 44 ปี รับเป็นผู้ดูแล นอกจากนี้ยังตรวจยึดเงินสดจำนวนหนึ่งและบัญชีจ่ายส่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงาน
จากการสอบสวนนายพงษ์อนันต์ คณะเชต์ ให้การว่า เป็นผู้ดูแลสถานที่ดังกล่าวมานาน 1 ปี มีใบอนุญาตประกอบกิจการถูกต้องและมีหญิงสาวที่ให้บริการค้าประเวณีรวม 400 คน จะหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันมาทำงาน โดยค่าบริการจะอยู่ที่หลักพันบาท ถึงหลักหมื่นบาท ต่อหนึ่งครั้ง ส่วนสมุดจดรายชื่อและจำนวนเงินการจ่ายส่วยของเจ้าหน้าที่รัฐนั้นตนไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด
นายพิริยะ ฉันทดิลก ผอ.สำนักการสอบสวนและนิติการ กล่าวว่า สืบเนื่องจากกระทรวงมหาดไทยรับแจ้งจากองค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศด้านต่อต้านการค้ามนุษย์ “NVADER” แจ้งเบาะแสและร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ว่าสถานที่แห่งนี้มีการนำพาหญิงต่างด้าว อายุต่ำกว่า 18 ปี เข้ามาแอบแฝงค้าประเวณี เข้าข่ายการค้ามนุษย์ จึงให้ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เข้าตรวจสอบสืบสวนนานกว่า 3 เดือน ก่อนเข้าล่อซื้อบริการหญิงสาว 3 คน เมื่อพบหญิงสาวเป้าหมายเจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุม

ซึ่งคดีนี้ เมื่อวันนี้ 19 เม.ย.60 ศาลอาญาชั้นต้น ถ.รัชดาภิเษก ได้มีคำพิพากษาคดีค้ามนุษย์ อาบอบนวด “นาตารี” ที่ คม.67/2559 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีค้ามนุษย์ 2 เป็นโจทก์ฟ้อง นายพงษ์อนัน หรือบอล คณะเขตต์, นายสมประสงค์ หรือจี สร้อยจิต, นายภานรินทร์ หาญพัฒนาเจริญ, นายอะตาผะ แลแม, นายลาภชูลาภ เงินเต็มเปี่ยม และ บ.พี.เอส.เอส. เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด โดยนายสมประสงค์ สร้อยจิต กรรมการผู้จัดการ เป็นจำเลยที่ 1-6 ฐานร่วมกันค้ามนุษย์ฯ ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

นาตารี อาบอบนวด

คดีนี้อัยการโจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 10 เม.ย. – 7 มิ.ย.2559 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1-5 และจำเลยที่ 6 ที่เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย กับพวกอีก 7 คนที่ยังหลบหนี ได้สมคบกันค้ามนุษย์โดยวางแผนแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อเป็นธุระจัดหารับไว้ซึ่งเด็กหญิงอายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ซึ่งเป็นชาวต่างด้าว 8 ราย เพื่อค้าประเวณีที่สถานอาบอบนวด นาตารี โดยนาตารี เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ที่เปิดขึ้นเป็นสถานอาบอบนวดและค้าประเวณี ร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณี และเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น ร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารโดยการค้าประเวณี บริการทางเพศ ร่วมกันเป็นผู้ดูแล หรือผู้จัดการการค้าประเวณี หรือสถานการค้าประเวณี หรือเป็นผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานบริการ ร่วมกันซ่อนเร้นบุคคลต่างด้าวโดยให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใดๆ โดยร่วมกันรับบุคคลต่างด้าวเข้าทำงานขายบริการทางเพศ ถ่ายภาพเปลือยหน้าอก น.ส.แก้ม ผู้เสียหายที่ 10 และครอบครองภาพเปลือยหน้าอกอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็ก ไว้เพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเพศสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยได้เข้าจับกุมและส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย เหตุเกิดที่แขวงดินแดง เขตดินแดง กทม. ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 52 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9, 11 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282, 283 ทวิ, 287/1 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 54 พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3, 4, 26 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 45, 50, 144, 146 พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26, 78
โดยวันนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้เบิกตัว นายพงษ์อนัน, นายสมประสงค์, นายภานรินทร์, นายอะตาผะ จำเลยที่ 1-4 มาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ส่วนนายลาภชูลาภ จำเลยที่ 5 ซึ่งได้รับการประกันตัวระหว่างสู้คดี ก็ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีทนายความและบุคคลใกล้ชิดจำนวนหนึ่งมารอฟังคำพิพากษาด้วย

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งหมดให้การสารภาพว่า กระทำความผิดจริงตามฟ้อง จึงพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1-6 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบกันโดยการตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป แล้วกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ซึ่งได้กระทำแก่บุคคลอายุเกิน 15 ปี แต่ไม่ถึง 18 ปี จำคุกจำเลยที่ 1-5 คนละ 4 ปี ปรับเงินจำเลยที่ 6 จำนวน 100,000 บาท ฐานร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป กระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ซึ่งได้กระทำแก่บุคคลอายุเกิน 15 ปี แต่ไม่ถึง 18 ปี ฐานเป็นธุระจัดหาซึ่งบุคคลเพื่อใช้ค้าประเวณี แม้จะยินยอมก็ตาม ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาล่อไปเพื่อค้าประเวณี แม้จะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา พาไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งเป็นการกระทำแก่บุคคลอายุเกิน 15 ปี แต่ไม่ถึง 18 ปี เป็นความผิดกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักสุดฐานร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป กระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ซึ่งได้กระทำแก่บุคคลอายุเกิน 15 ปี แต่ไม่ถึง 18 ปี จำคุกจำเลยที่ 1-5 คนละ 10 ปี และปรับเงินจำเลยที่ 6 จำนวน 1,200,000 บาท ฐานร่วมกันพาบุคคลอายุเกิน 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม จำคุกจำเลยที่ 1-5 คนละ 3 ปี ปรับเงินจำเลยที่ 6 จำนวน 10,000 บาท ฐานร่วมกันเป็นผู้ดูแล ผู้จัดการกิจการค้าประเวณี หรือสถานการค้าประเวณี หรือเป็นผู้ควบคุม ผู้ทำการค้าประเวณี ในสถานการค้าประเวณี ที่มีบุคคลอายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ฐานร่วมกันใช้หรือลงความเห็นยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร และกระทำการประการใดอันเป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักสุดฐานร่วมกันเป็นผู้ดูแล ผู้จัดการกิจการค้าประเวณี หรือสถานการค้าประเวณี ซึ่งมีบุคคลอายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ทำการค้าประเวณี จำคุกจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 คนละ 6 ปี ฐานร่วมกันให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้น เพื่อให้บุคคลต่างด้าวพ้นจากการจับกุม จำคุกจำเลยที่ 1 และ จำเลยที่ 2 คนละ 1 ปี ฐานร่วมกันนำคนต่างด้าวซึ่งมีใบอนุญาตทำงานผิดประเภท ปรับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 คนละ 10,000 บาท ฐานร่วมกันเปิดสถานบริการอาบอบนวดโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 คนละ 6 ปี ฐานร่วมกันจ้างบุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปี เป็นลูกจ้างโดยไม่แจ้งการจ้างต่อพนักงานแรงงานภายใน 15 วัน ปรับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 คนละ 20,000 บาท ฐานร่วมกันเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานในสถานบริการตามกฎหมาย จำคุกจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 คนละ 6 เดือน และฐานครอบครองสิ่งลามกอนาจารเด็ก เพื่อประโยชน์ในทางเพศแก่ตนเองหรือผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 31 ปี 6 เดือน ปรับ 30,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 30 ปี 6 เดือน ปรับ 30,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 3-5 คนละ 17 ปี และปรับจำเลยที่ 6 รวม 1,310,000 บาท

ทั้งนี้จำเลยทั้งหมดให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 15 ปี 9 เดือน ปรับ 15,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 15 ปี 3 เดือน ปรับ 15,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 3-5 คนละ 8 ปี 6 เดือน และปรับจำเลยที่ 6 รวม 655,000 บาท โดยคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ และชั้นศาลฎีกา ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป