นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรองนายกรัฐมนตรีภายใต้รัฐบาลของนายทักษิน ชินวัตร โพสต์ข้อความเฟซบุ๊ก ภายใต้ชื่อเรื่องว่า “ผู้หญิง..พลังที่ยิ่งใหญ่” กล่าวถึงประเด็น นางสาวณัฏฐา มหัทธนา พร้อมกับบุคคลจำนวนหนึ่ง เดินทางมาที่บริเวณลานน้ำพุ หน้าห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน นำสก็อตเทปมาปิดปาก เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการเรียกร้องในสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยในข้อความระบุว่า

1) “พี่น้องที่อยู่ตรงด้านนั้น ช่วยกันระวังคนแปลกหน้า ใครไม่เกี่ยวให้ออกไปเลย”
.
น้ำเสียงหญิงสาวที่แหบพร่าทว่าเฉียบขาด ดังกังวานจากบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในบ่ายวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516
.
ตอนนั้น ผมซึ่งยังเป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และพักอยู่ที่บ้านคุณย่า ถนนมหาไชย สำราญราษฎร์ ทราบข่าวเรื่องการปะทะกันของทหารและประชาชนที่ถนนราชดำเนิน จึงค่อยๆเดินลัดเลาะมาทางด้านโรงหนังเฉลิมไทย เพื่อติดตามเหตุการณ์ ใกล้พอจนได้ยินเสียงของเธอ
.
ผู้หญิงสาวรุ่นคนหนึ่ง คอยประคองขวัญกำลังใจของกลุ่มคนจำนวนมากที่มาชุมนุมอย่างห้าวหาญ ท่ามกลางเสียงกระสุนปืนและสถานการณ์มืดมนที่ไม่มีใครรู้ว่า จะจบลงอย่างไร
.
เธอกำลังคิดอะไรอยู่นะ ใจของเธอทำด้วยอะไร

……….

2) “ฉันไม่คิดว่า ฉันจำเป็นต้องลุกขึ้น”
.
เธอตอบคำถามของเขา พร้อมกับขยับตัวเข้าไปใกล้หน้าต่างรถ ตรงที่นั่งที่ผู้ชายผิวสีเดียวกันกับเธอ ยินยอมลุกขึ้นเมื่อได้รับคำสั่ง
.
เย็นวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2498 เธอขึ้นรถเมล์สาย Montgomery City Lines หลังเลิกงาน เธอเลือกนั่งในที่นั่งแถวแรกของด้านหลังซึ่งจัดไว้ให้คนผิวสีอย่างเธอ ถัดมาจากที่นั่งแถวด้านหน้าที่จัดให้คนผิวขาว
.
อีก 3 ป้ายถัดมา คนผิวขาวขึ้นมาบนรถเมล์จนที่นั่งด้านหน้าเต็ม บางคนต้องยืน ชายคนขับรถผิวขาว เดินเข้ามาเพื่อให้เธอและคนผิวสีอีก 3 คน ลุกขึ้นเพื่อให้คนผิวขาวนั่ง ชายผิวสีทั้งหมดยอมลุกขึ้น แต่เธอปฏิเสธ
.
“ถ้าคุณไม่ยอมลุกขึ้น ผมจะแจ้งตำรวจให้จับคุณ”
คนขับรถข่มขู่เธอ
“เชิญคุณแจ้งความได้เลย”
.
เธอตัดสินใจอย่างแน่วแน่เพื่ออยากพิสูจน์ว่า ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง พลเมืองคนหนึ่ง เธอยังมีสิทธิอะไรหลงเหลืออยู่บ้าง
.
เธอถูกจับเข้าคุก แต่ความเด็ดเดี่ยวของเธอเปลี่ยนวิถีการเลือกปฏิบัติระหว่างผิวในสหรัฐอเมริกาไปตลอดกาล

……….

3) “โอ๊ย!!!”
.
เธอล้มลง กระสุนนัดนั้นทะลุศีรษะ ลำคอ แล้วหยุดลงที่หัวไหล่
เธอถูกยิงบนรถประจำทางหลังจากกลับจากการสอบในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2555
สมองของเธอบวม แพทย์ต้องใช้เวลา 5 ชั่วโมง ตัดกะโหลกบางส่วนเพื่อบรรเทาอาการ และนำกระสุนออกจากหัวไหล่ที่เกือบทะลุถึงไขสันหลังอย่างน่าหวาดเสียว
แพทย์แจ้งว่า เธอมีโอกาสรอดชีวิตเพียง 70%
.
ความช่วยเหลือหลั่งไหลมาจากทั่วโลกเมื่อข่าวการพยายามสังหารเธอของกลุ่มโจรทางการเมืองแพร่ออกไป เธอย้ายไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลควีนอลิซาเบธในอังกฤษ ผ่านการผ่าตัดอีกหลายครั้ง และใช้เวลาเกือบ 3 เดือนเพื่อรักษาตัวในโรงพยาบาล
.
ความกล้าหาญของเธอซึ่งเป็นเพียงเด็กหญิงชาวปากีสถานที่ยืนหยัดในสิทธิทางการศึกษาของเด็กหญิงทุกคนตั้งแต่เธออายุเพียง 11 ปี ท่ามกลางการข่มขู่ของกลุ่มโจรการเมือง สร้างแรงบันดาลใจให้คนจำนวนมากทั่วโลก
.
เธอเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลที่อายุน้อยที่สุดเพียง 17 ปี

……….

จิระนันท์ พิตรปรีชา, โรซ่า ปาร์ค และ มาลาลา ยูซาฟไซ ผู้หญิง 3 คน ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ เป็นเพียงตัวอย่างของผู้หญิงอีกมากมาย ที่เมื่อถึงคราวต้องเลือกระหว่าง “ความกลัว” ความกังวลถึงสวัสดิภาพของตนเอง กับ “ความกล้า” เพื่ออนาคตของลูกหลาน เธอเหล่านั้นตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ก้าวเดินไปข้างหน้าเพื่ออนาคตงดงามที่เธอวาดหวังอย่างไม่หวั่นเกรง
.
ภาพของ “ครูโบว์” ณัฏฐา มหัทธนา ที่ปิดปากตนเองด้วยท่าทีสงบนิ่งอย่างอึดอัด เป็นความเงียบที่ดังอึงอล ย้ำเตือนผมถึงความแข็งแกร่งของผู้หญิงอีกครั้ง ในสถานการณ์แห่งประวัติศาสตร์นี้
.
ผมเชื่อมั่นว่า พลังผู้หญิงจะเป็นกำลังสำคัญที่ร่วมกันนำพาเราข้ามผ่านหุบเหวแห่งความทุกข์นี้ไปได้

……….

ผู้หญิง..แบกโลกไว้ครึ่งหนึ่ง
เตือนย้ำถึงพลังหญิงอันยิ่งใหญ่
หญิงกับชายจะเคียงข้างบนทางไกล
อนาคตฝากไว้..ในมือเรา