ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หนังสือพิมพ์วอชิงตันไทมส์ เผยแพร่ข่าว ปมนาฬึกาหรูของ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมว่า พลเอกประวิตร ตกเป็นข่าวฉาว กรณีคอลเลคชั่นนาฬึกาหรู ซึ่งหนึ่งในนาฬึกาที่เป็นข่าวนั้น มีราคามากกว่า 3 ล้านบาท ($100,000 ดอลลาร์สหรัฐ) และประกาศภายหลังต่อสื่อมวลชนว่า ตนพร้อมลาออก ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อแผนของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ในการสืบทอดอำนาจผ่านการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

หนังสือพิมพ์วอชิงตันไทมส์ รายงานต่อว่า กลุ่มสิทธิมนุษยชนกำลังเดินหน้าวิจารณ์รัฐบาล ต่อกรณีที่รัฐบาลแก้กฏหมายเลือกตั้ง ส่งผลให้การเลือกตั้งที่เดิมที จะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ถูกเลื่อนออกไปเป็นต้นปี 2562 โดยหลายคนมองว่าการเลื่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ คือการที่รัฐบาลพยายามซื้อเวลาเพื่อที่จะรวบรวมฐานเสียงสนับสนุนสำหรับ คสช. นั้นเอง

หนังสือพิมพ์วอชิงตันไทมส์ รายงานต่อไปว่า กรณีข่าวฉาวของพลเอกประวิตร จะส่งผลกระทบต่อคะแนนความนิยมชื่นชอบ ของพลเอกประยุทธ์ เนื่องจากทั้งคู่พยายามที่จะโฆษณาภาพลักษณ์ของความสุจริตและรักชาติ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการรัฐประหารเมื่อปี 2557 ที่โค่นล้มอำนาจกลุ่มพรรคการเมือง ที่ครอบงำประเทศมายาวนาน โดยหลังจากที่ พลเอกประวิตรแสดงท่าทีคัดค้านอย่างบริสุทธิ์ใจ พร้อมกับการที่ถูกหัวเราะเยาะจากหลายฝ่าย พลเอกประวิตรในภายหลังเปลี่ยนท่าทีอย่างฉับพลันในอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่า “ถ้าประชาชนไม่ต้องการ ผมก็พร้อมที่จะไปจากตำแหน่งนี้”

แต่ถึงยังไรก็ตาม ข่าวฉาวนาฬึกาพลเอกประวิตร ก็เป็นแค่รูโหว่หนึ่งในเกราะป้องกันของ พลเอกประยุทธ์ หลังจากหัวหน้า คสช. ปฏิเสธกลุ่มสิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับประวัติของตน และบอกปัดสัญญากับประชาชน ที่จะจัดการเลือกตั้งขึ้นภายในปี 2561

“ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่อยู่ภายใต้การปกครองของทหาร” กล่าวโดยหนังสือพิมพ์วอชิงตันไทมส์

กลุ่มรักประชาธิปไตยและสื่อมวลชนในประเทศไทย ต่างวาดภาพสวมบทบาทให้ พลเอกประวิตร กลายเป็น จอมพลโรเล็กซ์ (The Rolex General) หลังจากพลเอกประวิตร ถูกขุดคุ้ยและพบว่าใส่นาฬึกาหรูราคาแพงมากกว่า 25 เรือน ซึ่งมีมูลค่ารวมทั้งหมดประมาณเกือบ 40 ล้านบาท จากภาพในงานต่างๆ ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยภาพปรากฏว่า พลเอกประวิตรสวมใส่นาฬึกาหรูยี่ห้อดัง อาธิ โรเล็กซ์ (Rolex) ปาเต็ก ฟิลิปป์ (Patek Philippe) ริชาร์ด มิล (Richard Mille)

ที่มา: หนังสือพิมพ์วอชิงตันไทมส์