ที่กองบังคับการ​ปราบปราม (บก.ป.)​ พลตำรวจ​ตรี​ จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการ​กอง​ปราบปราม​ (ผบก.ป.)​ ได้สั่งการให้ พันตำรวจ​เอก​ บุญลือ ผดุงถิ่น ผู้กำกับ​การ​ 3​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (ผกก.3 บก.ป.)​ และ พันตำรวจ​ตรี​ เอนก บุญตา สารวัตร​กอง​กำ​กับการ​ 3​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (สว.กก.3 บก.ป.)

ได้นำกำลังเข้าจับกุม นายวินัย ชูกลิ่นหอม อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 232 หมู่ 4 ต.ทองหลาง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ตามหมายจับ ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ 506/2553 ลงวันที่ 21 ต.ค.2553 ข้อหา “กระทำอนาจารแก่บุคคลกว่าอายุสิบห้าปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย และทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ” ได้ภายในลานวัดโป่งข่อย ต.ทองหลาง อ.ห้วยคต จ.อุทัยธานี

พ.ต.ต.เอนกฯ กล่าวว่า เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 8 ต.ค.53 ขณะที่นายวินัยฯ ผู้ต้องหา บวชเป็นพระลูกวัดแห่งหนึ่งใน จ.สุพรรณบุรี ได้ก่อเหตุพยายามข่มขืน น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 16 ปี ภายในวัด แต่ชาวบ้านมาช่วยไว้ได้ทัน นายวินัยฯ จึงได้หลบหนีไป ต่อมา น.ส.เอฯ ได้แจ้งความดำเนินที่ สภ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี กระทั่งศาลได้ออกหมายจับไว้ จากนั้นเจ้าหน้าที่สืบทราบว่า นายวินัยฯ ได้หลบหนีมาบวชที่วัดโป่งข่อย จ.อุทัยธานี จึงนำกำลังเข้าจับกุมและพาไปทำการลาสิกขา

จากการสอบสวน นายวินัยฯ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า วันเกิดเหตุเห็นน.ส.เอฯ เดินเข้ามาคนเดียวในวัด จึงเกิดอารมณ์ทางเพศ ปรี่เข้าไปล็อคคอและต่อยท้องหลายครั้งเพื่อหวังข่มขืน แต่ผู้เสียหายแกล้งตายและเป็นจังหวะที่ชาวบ้านในระแวกนั้นผ่านมาเจอเสียก่อน จึงตกใจวิ่งหนีเข้าไปหลบอยู่ในป่านาน 8 วัน เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตามมา จึงได้ลาสิกขาเองโดยการถอดผ้าเหลืองออก แล้วหลบหนีมาทำงานในกรุงเทพฯ และบวชอีกครั้งเมื่อปี 2558 กระทั่งถูกจับกุมดังกล่าว

นายวินัยฯ กล่าวต่อว่า อยากฝากเตือนผู้ที่กระทำความผิดทั้งหลายว่า หากก่อเหตุแล้วอย่าได้หลบหนีมาบวชเพราะจะทำให้ศาสนาเสื่อมเสีย ให้เข้ารับโทษทัณฑ์ตามกฎหมายดีกว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาตามหมายจับ ก่อนนำตัวส่ง สภ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยมพึ่ง