“ทนายเพชร” เคาะแล้ว พา “บุ๋ม ปนัดดา” บุกกองปราบฯ แจ้งความ “ก็อต” 9 โมงครึ่งพรุ่งนี้ ลั่นผิดก็รับผิด พร้อมชดใช้มูลนิธิ

“ทนายเพชร” เปิดเหตุผลที่ “บุ๋ม ปนัดดา” ยังไม่เข้าแจ้งความ “ก็อต” ปมเงินมูลนิธิองค์กรทำดี ยืนยันนักกฎหมายต้องรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้พร้อม ไม่ทำตามกระแสสังคม เผยหลังเห็นคำชี้แจงของก็อตในรายการโหนกระแส จึงไม่มีทางเลือกอื่น เตรียมพาบุ๋มพร้อมตัวแทนมูลนิธิเข้าแจ้งความกองปราบฯ 9 โมงครึ่งพรุ่งนี้ ระบุเบื้องต้นมีผู้เกี่ยวข้องอย่างน้อย 2 ราย พร้อมย้ำหากบุ๋มทำผิดระเบียบต้องรับผิดชอบ แม้ต้องขายบ้านและทรัพย์สินชดใช้มูลนิธิก็ตาม

ความคืบหน้ากรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับเงินบริจาคและเส้นทางการเงินของมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งมีชื่อของ “บุ๋ม” ปนัดดา วงศ์ผู้ดี เข้ามาเกี่ยวข้อง หลังเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการโอนเงินให้ผู้รับเหมา การก่อสร้างอาคารมูลนิธิที่คลอง 8 รวมถึงโครงการพูลวิลล่าที่จังหวัดภูเก็ต

ล่าสุด ในรายการโหนกระแส ทนายเพชร เอกสิทธิ์ ทนายความของบุ๋ม ปนัดดา ได้โฟนอินชี้แจงถึงเหตุผลที่ก่อนหน้านี้ยังไม่มีการเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับก็อต โดยยืนยันว่า การทำงานในฐานะนักกฎหมายจำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานให้รอบด้านก่อน ไม่ใช่ดำเนินการตามกระแสสังคม

ทนายเพชรกล่าวว่า ที่ผ่านมาพยายามรวบรวมข้อมูลและสอบถามข้อเท็จจริงจากก็อตมาโดยตลอด เพื่อให้ทราบว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีรายละเอียดอย่างไร แต่ก็อตไม่เคยยอมรับข้อเท็จจริงตามที่ต้องการตรวจสอบ จนกระทั่งได้เห็นคำพูดของก็อตที่ออกมาชี้แจงผ่านรายการในวันนี้ จึงมองว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย พร้อมย้ำว่า การที่บุ๋มอาจมีการกระทำบางอย่างผิดระเบียบหรือข้อบังคับของมูลนิธิ เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับและรับผิดชอบ แต่ประเด็นสำคัญอีกด้านคือ บุ๋มมีเจตนาทุจริตหรือฉ้อโกงหรือไม่ หรือเป็นผู้ที่ถูกหลอกให้เข้าใจผิดและดำเนินการตามข้อมูลที่ได้รับจากบุคคลอื่น เรื่องนี้ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐาน ไม่สามารถสรุปได้จากคำกล่าวอ้างเพียงฝ่ายเดียว

ลั่นหากบุ๋มผิดระเบียบ ต้องชดใช้ แม้ต้องขายบ้านขายทรัพย์สิน

ทนายเพชร เปิดเผยด้วยว่า ได้พูดคุยกับบุ๋มแล้วว่า หากตรวจสอบพบว่ามีการกระทำผิดระเบียบหรือข้อบังคับ และทำให้มูลนิธิเกิดความเสียหาย บุ๋มก็ต้องรับผิดชอบชดใช้ให้แก่มูลนิธิ โดยย้ำว่าหากจำเป็นถึงขั้นต้องขายบ้านหรือขายทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อนำเงินมาชดใช้ ก็ต้องดำเนินการ ส่วนความรับผิดทางอาญานั้น ทนายเพชรระบุว่า ต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานว่ามีเจตนากระทำความผิดหรือไม่ หากพบว่ามีความผิดก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ปฏิเสธความรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ

ตั้งข้อสังเกตเส้นทางเงิน เหตุใดต้องผ่านผู้รับเหมาก่อนถึงก็อต

เมื่อถูกถามถึงประเด็นเส้นทางการเงิน โดยเฉพาะกรณีที่มีเงินจากบัญชีมูลนิธิโอนผ่านบุคคลหรือผู้รับเหมา ก่อนจะมีการโอนต่อไปยังบัญชีของก็อต ทนายเพชรระบุว่า การตรวจสอบต้องพิจารณาจากเส้นทางการเงินทั้งหมด พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากบุ๋มมีเจตนานำเงินของมูลนิธิมาเป็นของตัวเองจริง ก็มีวิธีการอื่นที่สามารถทำได้ เช่น การถอนเงินสดหรือโอนเงินเข้าบัญชีของก็อตโดยตรง เหตุใดจึงต้องโอนผ่านผู้รับเหมาอีกทอดหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ทนายเพชรย้ำว่า ไม่ได้หมายความว่าบุ๋มไม่มีความผิด แต่ต้องการให้พิจารณาพฤติการณ์และเส้นทางการเงินประกอบกัน รวมถึงตรวจสอบว่าแต่ละรายการมีที่มาและวัตถุประสงค์อย่างไร โดยยังต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลอีกระยะหนึ่ง

เคาะวันแจ้งความ พาบุ๋มบุกกองปราบฯ 9 โมงครึ่ง

สำหรับการเข้าแจ้งความ ทนายเพชรเปิดเผยว่า เดิมต้องการใช้เวลาอีก 3-4 วันในการรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐาน แต่เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลและคำชี้แจงผ่านรายการแล้ว จึงตัดสินใจเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย โดยกำหนดนัดหมายในเวลา 09.30 น. ของวันถัดไป ที่กองบังคับการปราบปราม พร้อมระบุว่าขณะนี้กำลังจัดเตรียมและพิมพ์คำร้องทุกข์ให้เรียบร้อย ส่วนบุ๋มจะต้องเดินทางไปด้วยอย่างแน่นอน

เมื่อถูกถามว่าจะดำเนินคดีกับใครบ้าง ทนายเพชรระบุว่า การแจ้งความจะดำเนินการในนามมูลนิธิ และเบื้องต้นมีบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 2 ราย โดยรายแรกคือก็อต ส่วนอีกรายเป็นบุคคลที่ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงิน ซึ่งทนายเพชรยังไม่ประสงค์เปิดเผยชื่อในขณะนี้

ไม่หวั่นถูกแจ้งข้อกล่าวหากลับ ยืนยันพร้อมเข้าสู่กระบวนการ

เมื่อพิธีกรถามว่า กังวลหรือไม่ว่าการเดินทางไปกองปราบฯ อาจทำให้บุ๋มถูกแจ้งข้อกล่าวหาเสียเอง ทนายเพชรตอบว่า ยินดีเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยหลบหนี ไม่เคยปฏิเสธความรับผิด และเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม พร้อมระบุว่า หากเจ้าหน้าที่พิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุให้ดำเนินการตามกฎหมาย ก็พร้อมเคารพการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่และกระบวนการศาล โดยมองว่าการเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบจะทำให้ทุกฝ่ายได้รับความชัดเจนมากขึ้น

ช่วงท้าย ทนายเพชรยังย้ำว่า การแจ้งความไม่ใช่เพียงการเดินทางไปกล่าวหาใคร แต่ผู้ร้องทุกข์หรือผู้กล่าวโทษต้องมีพยานหลักฐานในระดับที่สามารถนำเสนอให้ตำรวจตรวจสอบและพิจารณาดำเนินการต่อได้ จึงเป็นเหตุผลที่ต้องใช้เวลาเตรียมข้อมูลก่อนตัดสินใจเข้าแจ้งความ