กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.4 บก.ปพ. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.,พล.ต.ต.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผบก.ปพ,พ.ต.อ.อภิชน ขันกา ผกก.4 บก.ปพ. ได้สั่งการให้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนำโดย พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ. ร่วมกันจับกุม นายภาณุวัฒน์ หรือเอ้ อายุ 52 ปี อยู่ชาวอำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี
ซึ่งได้ต้องหาความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน หรือเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่า จะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด” ตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ 835/2569 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2569
การจับกุมในครั้งนี้สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ช่วงเช้า ขณะผู้เสียหายอยู่ที่ห้องพักในพื้นที่แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ได้รับโทรศัพท์จากหญิงคนหนึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย แจ้งว่ามีการพยายามโอนเงินจำนวน 48,000 บาท จากบัญชีของผู้เสียหายซึ่งเปิดไว้ที่สาขาเซ็นทรัลอุดร ผู้เสียหายยืนยันว่าไม่เคยเปิดบัญชีดังกล่าวและไม่เคยเดินทางไปจังหวัดอุดรธานี จึงขอให้อายัดบัญชี แต่อีกฝ่ายอ้างว่าไม่สามารถอายัดได้ และแนะนำให้ไปแจ้งความที่ สภ.เมืองอุดรธานี เมื่อผู้เสียหายแจ้งว่าไม่สะดวกเดินทาง จึงอ้างว่าจะประสานงานให้ พร้อมโอนสายให้คุยกับบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ
จากนั้นคนร้ายให้ผู้เสียหายติดต่อทางไลน์ และเปิดกล้องให้เห็นการแต่งชุดตำรวจจนผู้เสียหายเชื่อสนิทใจ อ้างว่าผู้ที่นำข้อมูลของผู้เสียหายไปใช้เป็นบุคคลมีหมายจับ อยู่ในเครือข่ายคดีฟอกเงิน จึงต้องตรวจสอบทรัพย์สิน โดยให้โอนเงินไปตรวจสอบ หากไม่เกี่ยวข้องจะโอนคืนให้ ผู้เสียหายจึงโอนเงินจำนวน 26,000 บาท ไปยังบัญชีที่คนร้ายแจ้ง เมื่อเวลา 14.38 น. ต่อมาคนร้ายอ้างอีกว่ามีผู้ให้ข้อมูลว่าผู้เสียหายขายบัญชีธนาคารในราคา 50,000 บาท และให้แสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าไป “ตกแต่งบัญชี” ผู้เสียหายจึงโอนเงินอีก 50,000 บาท ไปยังบัญชีที่คนร้ายแจ้ง เมื่อเวลา 16.14 น. รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 76,000 บาท
ภายหลังโอนเงินแล้ว ผู้เสียหายไม่ได้รับเงินคืนและไม่สามารถติดต่อคนร้ายได้ จึงรู้ตัวว่าถูกหลอก และเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.ท่าข้าม เพื่อดำเนินคดี ต่อมาศาลอาญาธนบุรีได้ออกหมายจับนายภาณุวัฒน์ฯ แต่ผู้ต้องหาได้หลบหนีไป
โดยพฤติการณ์คนร้ายมักจะใช้โทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร แจ้งว่ามีบัญชีหรือธุรกรรมผิดปกติในชื่อของเหยื่อ ก่อนโอนสายให้ผู้ที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ติดต่อทางไลน์และเปิดกล้องแต่งเครื่องแบบให้เห็นเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จากนั้นข่มขู่ว่าเหยื่อเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน และสั่งให้โอนเงินไปตรวจสอบหรือแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยใช้ “บัญชีม้า” ซึ่งเป็นบัญชีในชื่อของบุคคลอื่นเป็นทางผ่านของเงิน เพื่อปกปิดเส้นทางการเงินและตัวผู้กระทำความผิดที่แท้จริง
ล่าสุดต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ทำการสืบสวนและได้รับแจ้งจากสายลับว่านายภาณุวัฒน์หรือเอ้ อายุ 52 ปี นั้นหลบหนีอยู่ที่จังหวัดราชบุรี จึงได้เข้าจับกุมตัวได้บริเวณริมถนนคฑาธร ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี จากการตรวจสอบทราบว่าบุคคลดังกล่าวชื่อนายภาณุวัฒน์ฯ ตรงกันกับบุคคลตามหมายจับและมีตำหนิรูปพรรณตรงตามหมายจับ ชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามกฎหมายให้ผู้ถูกจับกุม/ผู้ต้องหา จากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหามายัง สน.ท่าข้าม จัดทำบันทึกจับกุม และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ท่าข้าม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
จากการสอบปากคำผู้ต้องหาให้การผู้ต้องหาเบื้องต้นให้การว่า เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2568 ตนได้รู้จักกับหญิงคนหนึ่ง พูดคุยกันจนสนิทสนม และได้พาเข้ามาอยู่ในบ้านเช่าเมื่อเดือนตุลาคม 2568 ด้วยความไว้ใจ หญิงดังกล่าวจึงได้ใช้โทรศัพท์และบัญชีธนาคารของตน โดยมีการโอนเงินไปมาผ่านโทรศัพท์ตลอดช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน ปัจจุบันได้เลิกรากันไปแล้ว หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน บัญชีของตนก็ถูกอายัดไม่สามารถใช้งานได้ โดยถูกอายัดเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จึงขอให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

