“สรปุก”เพื่อนบุ๋มเปิดใจ รับไม่รู้บัญชีองค์กรทำดีใช้ไม่ได้ เผยปี 68 เงินไหลออกเกือบ 50 ล้าน คาใจโอนค่าก่อสร้างเร็วผิดปกติ จี้คนรับเงินตัวจริงออกแจง

“สรปุก” เพื่อนของบุ๋ม ปนัดดา ยอมรับช่วงแรกเข้ามาช่วยงานจิตอาสาช่วงน้ำท่วมเชียงราย ไม่รู้ว่าการรับบริจาคต้องใช้บัญชีมูลนิธิเท่านั้น เห็นคนอื่นใช้จึงเข้าใจว่าทำได้ เผยปี 2568 พบเงินไหลออกเกือบ 50 ล้านบาท ตกใจเมื่อเห็นโอนต่อไปยังบุคคลและบริษัทก่อสร้าง ตั้งข้อสงสัยทำไมจ่ายเงินเร็วผิดปกติ ย้ำยังอยู่ข้างเพื่อน แต่ใครทำผิดต้องรับผิดชอบคืนเงินบริจาคทุกบาททุกสตางค์

“สรปุก” เพื่อนของบุ๋ม ปนัดดา เปิดเผยผ่านรายการโหนกระแส ถึงกรณีประเด็นตรวจสอบการใช้บัญชีรับบริจาคขององค์กรทำดี โดยยอมรับว่าในช่วงแรกเข้ามาช่วยงานในฐานะจิตอาสาเฉพาะกิจ เนื่องจากขณะนั้นเกิดสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครไม่เพียงพอ จึงเข้ามาช่วยประสานงาน

ส่วนเรื่องบัญชีรับบริจาค ยอมรับว่าช่วงแรกไม่มีความรู้ว่าการรับบริจาคจะต้องใช้บัญชีของมูลนิธิองค์กรทำดีเพียงบัญชีเดียว เพราะเห็นคนอื่น รวมถึงดาราและผู้สนับสนุนหลายรายโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าว จึงเข้าใจว่าสามารถใช้ได้ตามปกติ อีกทั้งยังเห็นชื่อองค์กรทำดีปรากฏอยู่ในบัญชี จึงไม่ได้สงสัยว่าจะมีปัญหา

สำหรับกรณีโพสต์ภาพขอบคุณผู้สนับสนุนงานรถแห่ ซึ่งมีการระบุบัญชีองค์กรทำดีโดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี เจ้าตัวยอมรับว่าเป็นผู้โพสต์เอง แต่ยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนโพสต์ทุกครั้ง โดยช่วงแรกเข้าใจว่าบัญชีดังกล่าวสามารถใช้รับเงินได้ เนื่องจากคิดว่าผ่านขั้นตอนการพิจารณาแล้ว

ทั้งนี้ เจ้าตัวระบุว่า ช่วงปี 2566-2567 ยังไม่ทราบข้อจำกัดเรื่องการใช้บัญชีดังกล่าว แต่ในปี 2568 เริ่มทราบแล้วว่าไม่ควรใช้ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าบางครั้งอาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้น เพราะการทำงานในช่วงนั้นมีความวุ่นวายและมีภารกิจจำนวนมาก

เผยปี 68 เงินไหลออกเกือบ 50 ล้าน ถึงกับตกใจ

สรปุก ยังเปิดเผยถึงประเด็นการเงินว่า ในปี 2568 มีเงินไหลออกเกือบ 50 ล้านบาท โดยยอมรับว่าก่อนหน้านี้ไม่ได้รับรู้รายละเอียดเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินมากนัก และไม่คิดว่ามูลนิธิจะมีเงินจำนวนมากขนาดนั้น
แต่เมื่อเห็นข้อมูลว่ามีการโอนเงินไปยังบุคคลและบริษัทก่อสร้าง รวมถึงมีการโอนต่อไปยังบุคคลที่สาม ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของบุ๋ม ทำให้รู้สึกตกใจอย่างมาก จึงออกมาไลฟ์สดชี้แจงจนกลายเป็นประเด็นข่าว

พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการเบิกจ่ายเงินก่อสร้างว่า โดยปกติการก่อสร้างควรมีรายละเอียดงาน ระบุรายการวัสดุและค่าใช้จ่าย รวมถึงกำหนดการเบิกจ่ายตามความคืบหน้าของงาน เช่น การวางฐานราก การขึ้นโครงสร้างเสา และการทำหลังคา ซึ่งโดยทั่วไปจะมีการแบ่งจ่ายประมาณ 8-10 งวด ขึ้นอยู่กับสัญญาและบริษัทผู้รับเหมา แต่กรณีที่เกิดขึ้นกลับพบว่ามีการโอนเงินรวดเร็วมาก จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเหตุใดกระบวนการจ่ายเงินจึงแตกต่างจากการก่อสร้างทั่วไป

ยืนยันยังอยู่ข้างบุ๋ม แต่ขอให้เปิดสัญญาชี้แจง

ส่วนความสัมพันธ์กับบุ๋ม ปนัดดา เจ้าตัวยืนยันว่าทั้งคู่ยังพูดคุยกันอยู่ และไม่เคยทอดทิ้งเพื่อนในช่วงที่เกิดปัญหา แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าคนใกล้ชิดเริ่มตีตัวออกห่างเมื่อเกิดกระแสข่าว พร้อมระบุว่า ส่วนลึกยังคงหวังว่าบุ๋มจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เพราะบุ๋มยืนยันมาโดยตลอดว่าทุกอย่างที่ทำเป็นไปเพื่อมูลนิธิและการช่วยเหลือสังคม

อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นข้อมูลเกี่ยวกับการโอนเงินและการก่อสร้าง ก็เกิดคำถามเช่นเดียวกับคนอื่นว่าเหตุใดการเบิกจ่ายจึงรวดเร็ว และมีเอกสารสัญญารองรับครบถ้วนหรือไม่

สรปุกยังเรียกร้องให้บุ๋มและนายอภิชาติ หรือเอ๋ มาเปิดเผยรายละเอียดสัญญาที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้เห็นชัดเจนว่าสัญญาที่แต่ละฝ่ายนำมาอ้างเป็นฉบับเดียวกันหรือไม่ มีขอบเขตงานอย่างไร และเหตุใดแต่ละฝ่ายจึงเข้าใจรายละเอียดไม่ตรงกัน

ลั่นเงินบริจาคทุกบาทต้องได้คืน ใครทำผิดต้องรับผิดชอบ

สรปุก เปิดเผยอีกว่า บุ๋มมีความเสียใจอย่างมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเคยพูดถึงการขายหุ้นหรือทรัพย์สินเพื่อนำเงินมาชดใช้ แต่ตนได้เตือนว่าไม่ควรทำเช่นนั้น เพราะผู้ที่กระทำผิดต้องเป็นผู้รับผิดชอบและนำเงินกลับมาคืนทุกบาททุกสตางค์เนื่องจากเงินบริจาคเหล่านี้มาจากประชาชน บางคนบริจาคเพียง 5 บาท หรือ 10 บาท ด้วยความตั้งใจที่จะทำบุญและช่วยเหลือสังคม จึงไม่ควรปล่อยให้ผู้บริจาคต้องสูญเสียเงินไปโดยไม่มีคำตอบ

พร้อมระบุว่ามีบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 กลุ่มที่ต้องได้รับการตรวจสอบ ได้แก่ ผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องกับการโอนเงิน ผู้รับเหมาและผู้ที่ได้รับเงินไปดำเนินการต่อ รวมถึงบุคคลที่เป็นผู้รับเงินปลายทาง ซึ่งต้องออกมาชี้แจงว่าได้รับเงินไปด้วยเหตุผลใด และนำไปใช้ทำอะไร

สรปุก ยังตั้งคำถามถึงบุคคลที่ได้รับเงินไปทั้งหมดว่า เหตุใดจึงยังไม่ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง และขณะนี้อยู่ที่ไหน พร้อมย้ำว่าต้องการให้ทุกฝ่ายนำเอกสารและหลักฐานมาเปิดเผย เพื่อให้สังคมได้รับทราบความจริง และหากตรวจสอบพบว่ามีผู้กระทำผิด ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายและนำเงินบริจาคกลับคืนให้ได้