นายเอ๋ ผู้รับเหมาก่อสร้าง เปิดใจผ่านรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ชี้แจงกรณีเงิน 45 ล้านบาท โอนเข้าบัญชีบริษัทก่อนโอนกลับ ยืนยันไม่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคาร 4 หลังที่ จ.ปทุมธานี เผยได้รับการติดต่อจากนายก๊อต สามีของบุ๋ม ให้ใช้บัญชีรับเงินและโอนคืนหลายครั้ง บางครั้งขอให้แบ่งยอดโอน ก่อนเริ่มรู้สึกไม่สบายใจและตัดสินใจหยุดทำธุรกรรม พร้อมแจงปมภาษีที่ยังอยู่ระหว่างนำเอกสารชี้แจงกรมสรรพากร
วันที่ 29 พ.ย.69 นายเอ๋ ผู้รับเหมาก่อสร้าง เปิดเผยผ่านรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ถึงกรณีเงิน 45 ล้านบาท ที่มีการโอนเข้าบัญชีบริษัทของตน ก่อนโอนกลับไปยังอีกฝ่าย โดยยืนยันว่าเงินจำนวนดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคาร 4 หลังที่ จ.ปทุมธานี ซึ่งตนไม่เคยเข้าไปดำเนินการก่อสร้าง มีเพียงการเสนอราคาเท่านั้น
นายเอ๋ ระบุว่า งานก่อสร้างที่ตนรับผิดชอบจริงเป็นโครงการพูลวิลล่าใน จ.ภูเก็ต จำนวน 3 หลัง จากเป้าหมายทั้งหมด 8 หลัง โดยมีการพูดคุยเรื่องการร่วมลงทุนกับนายก๊อต สามีของบุ๋ม ปนัดดา และตกลงสัดส่วนการลงทุน 60 ต่อ 40 แต่สัญญาที่ร่างขึ้นไม่ได้ลงนามอย่างเป็นทางการ ก่อนที่ตนจะเป็นผู้ดูแลงานก่อสร้างและบริหารจัดการหน้างานเป็นหลัก
ส่วนเงินค่าก่อสร้างพูลวิลล่า นายเอ๋ ระบุว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบเงินโอนเข้าจาก 3 บัญชี ได้แก่ บัญชีของนายก๊อต บัญชีส่วนตัวของบุ๋ม และบัญชีองค์กรทำดีโดย น.ส.ปนัดดา ฯ รวมประมาณ 20 กว่าล้านบาท ซึ่งเป็นคนละส่วนกับเงิน 45 ล้านบาทที่ถูกกล่าวถึงในกรณีการโอนเงินเข้าบัญชีบริษัทแล้วโอนกลับ
นายเอ๋เล่าว่า จุดเริ่มต้นของเงิน 45 ล้านบาท เกิดขึ้นหลังนายก๊อตขอเลขบัญชีกสิกรไทย โดยเข้าใจในตอนแรกว่าเกี่ยวข้องกับงานก่อสร้าง ต่อมามีเงินโอนเข้าบัญชี และนายก๊อตโทรศัพท์แจ้งให้โอนเงินกลับไปตามยอดที่ได้รับ การโอนเงินบางครั้งต้องแบ่งเป็นหลายยอด เนื่องจากข้อจำกัดในการทำธุรกรรมผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร ซึ่งโอนได้ครั้งละไม่เกิน 2 ล้านบาท ขณะที่บางครั้งมีการนำเงินสดฝากเข้าบัญชีธนาคารก่อนโอนต่อ
นายเอ๋ฯ ยอมรับว่า ในช่วงแรกไม่ได้สงสัยมากนัก เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน และที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหากับอีกฝ่าย แต่เมื่อมีการขอให้แบ่งยอดโอนหลายครั้ง ก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ จึงตัดสินใจพูดคุยกับนายก๊อตฯ ว่าไม่ต้องการทำธุรกรรมที่อาจมีความเสี่ยงอีก พร้อมชี้แจงด้วยว่า ธนาคารเคยติดต่อให้ไปยืนยันตัวตน และมีธนาคารแห่งหนึ่งสอบถามว่าเป็นผู้ทำธุรกรรมด้วยตนเองหรือไม่ อย่างไรก็ตาม นายเอ๋ระบุว่า การเรียกยืนยันตัวตนครั้งหนึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนทะเบียนบ้าน และขณะนั้นยังไม่มีข้อสรุปว่าธนาคารตรวจพบธุรกรรมทุจริต
นายเอ๋ฯ กล่าวว่า ต่อมาบริษัทของตนถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบ หลังมีปัญหาเกี่ยวกับเอกสารภาษีและใบกำกับภาษีที่ออกให้บริษัทซึ่งเกี่ยวข้องกับนายก๊อต โดยกรมสรรพากรขอตรวจสอบรายการเดินบัญชีและมีการประเมินภาษีเบื้องต้นประมาณ 2 ล้านกว่าบาท รวมถึงค่าปรับที่อาจเกิดขึ้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรวบรวมเอกสารและชี้แจงต่อกรมสรรพากร โดยยืนยันว่าเงินที่โอนเข้ามาแล้วโอนกลับไม่ใช่รายได้จากการประกอบธุรกิจของบริษัท และต้องนำหลักฐานการโอนเงินมาแสดงเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง
นายเอ๋ฯ ยังระบุว่า ก่อนหน้านี้นายก๊อตเคยแจ้งว่าหากมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับภาษีหรือค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมดังกล่าว ให้แจ้งเพื่อช่วยจัดการ แต่ภายหลังกลับไม่สามารถติดต่อได้ โดยระบุว่าเริ่มติดต่อไม่ได้ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา แม้จะส่งข้อความและโทรศัพท์ไปก็ไม่ได้รับการตอบกลับ
สำหรับโครงการพูลวิลล่าที่ภูเก็ต นายเอ๋ระบุว่าที่ดินเป็นของ บุ๋ม ปนัดดา คนเดียวรวม 2 แปลง หลังดำเนินการก่อสร้างไปแล้ว 3 หลัง ตนไม่สามารถติดต่อคู่กรณีได้ ก่อนจะมีคนเข้าปิดพื้นที่ ล้อมรั้ว และติดป้ายห้ามเข้า ทำให้คนงานไม่สามารถเข้าไปทำงานต่อได้ ขณะที่ป้ายโครงการเดิมถูกนำออกและมีป้ายมูลนิธิมาติดตั้งแทน นายเอ๋กล่าวว่า ในช่วงนั้นพยายามติดต่อทนายความของอีกฝ่ายเพื่อสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น และตนยังสามารถเข้าไปในพื้นที่ได้หรือไม่ แต่ไม่ได้รับคำตอบ จึงปรึกษาทนายความของตนและได้รับคำแนะนำไม่ให้เข้าไปในพื้นที่
ส่วนกรณีที่มีการกล่าวถึงเงินประมาณ 1.2 ล้านบาท นายเอ๋ชี้แจงว่า มีการพูดคุยเรื่องเงินค่าก่อสร้างตามงวดงานหลายครั้ง แต่ไม่ใช่การทวงเงินทั้งหมด 1.2 ล้านบาทตามที่เข้าใจกัน โดยยืนยันว่าประเด็นหลักที่พยายามติดต่ออีกฝ่ายคือ ต้องการทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับโครงการ และจะดำเนินการต่ออย่างไร เนื่องจากมีลูกค้าที่รอซื้อโครงการอยู่

