ครู-ผปค. ตบเท้ายื่น บก.ป. ตรวจสอบ “ดร.ปูน-ตั้ม” ปมนักเรียน 62 คน ถูกหลอกซื้อคอร์สไปจีน สูญนับล้าน

จากกรณีนักเรียนจำนวน 62 คน จากหลายโรงเรียน ถูกหลอกขายคอร์สเรียนระยะสั้นและทัศนศึกษาที่ประเทศจีน ถูกลอยแพกลางสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 15 ต.ค. ที่ผ่านมา

ล่าสุด วันนี้ (18 ต.ค.69) เวลา 12.30 น. ที่ ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กลุ่มตัวแทนครูและผู้ปกครองจากหลายโรงเรียนเดินทางเข้าพบ พงส.บก.ป. ยื่นหลักฐานแจ้งความเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดกรณีดังกล่าวเริ่มจากกลุ่มผู้ก่อเหตุได้สร้างความน่าเชื่อถือด้วยการใช้โปรไฟล์หรู อ้างตัวเป็นข้าราชการระดับ “ดร.” สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และเชื่อมโยงกับโครงการพัฒนานวัตกรรมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือสำหรับเยาวชนไทยในระดับสากล (LORD OBEC) ทำให้โรงเรียน ครู และผู้ปกครองหลงเชื่อ สนับสนุนให้เด็ก ๆ เข้าร่วมโครงการในราคาคนละ 39,900 บาท (มีนักเรียนได้รับผลกระทบรวมกว่า 62 คน จากหลายโรงเรียน เช่น โรงเรียนดัดดรุณี, โรงเรียนวัดนายโรง, โรงเรียนสายปัญญา และโรงเรียนเบญจมฯ)

มีการเปลี่ยนกำหนดการจากเมืองซีอานเป็นกรุงปักกิ่ง และมีการนัดหมายรวมตัวกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ วันเดินทาง 15 ต.ค. เมื่อคณะครู นักเรียน และผู้ปกครองเดินทางมาถึงสนามบิน กลับพบว่า ไม่มีตั๋วเครื่องบินและไม่มีชื่อในระบบการบินถูกลอยแพ ผู้จัดโครงการไม่ยอมมาปรากฏตัวที่สนามบิน ไม่สามารถติดต่อได้ ปล่อยให้ผู้ปกครองและเด็กต้องเผชิญชะตากรรม เบื้องต้นแจ้งความไว้ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ส่วนหน้า)

“ครูตู่”ตัวแทนครูและผู้ปกครองที่ถูกพาดพิงยืนยันความบริสุทธิ์ใจ โดยระบุว่าการเดินทางมา บก.ป. ในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำหลักฐานทั้งหมดมอบให้พนักงานสอบสวน ตรวจสอบบทบาทของบุคคลที่ถูกกล่าวหา ได้แก่ “ดร.ปูน” และ “คุณตั้ม” พร้อมยืนยันว่าคณะครูไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือได้รับผลประโยชน์ใด ๆ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่โอนผ่านบัญชีครูได้ถูกส่งต่อไปยังผู้จัดโครงการทั้งหมด และมีการรายงานผู้บังคับบัญชาตามขั้นตอน

ด้าน ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ กพฐ. ได้ออกมาชี้แจงยืนยันว่า โครงการดังกล่าว ไม่ใช่โครงการของ สพฐ. เป็นการกระทำในลักษณะส่วนบุคคล ทั้งนี้ สพฐ. อยู่ระหว่างเร่งตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริง และยืนยันว่าจะดำเนินคดีทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาดหากพบว่ามีข้าราชการในสังกัดเข้าไปเกี่ยวข้องล่าสุด มีรายงานว่าทางผู้จัดโครงการเริ่มมีการทยอยโอนเงินคืนให้บางโรงเรียน (เช่น คนละ 10,000 บาท) เพื่อบรรเทาความเสียหาย แต่ทางผู้ปกครองยังคงเรียกร้องให้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด เนื่องจากมูลค่าความเสียหายรวมสูงถึงเกือบ 2 ล้านบาท