“วีระยุทธ” นำ กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ ดูงานพลังงานสะอาดขอนแก่น จี้รัฐบาลเร่งคลอดแผนพลังงาน PDP 2026

“วีระยุทธ” นำ กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ ดูงานพลังงานสะอาดขอนแก่น จี้รัฐบาลเร่งคลอดแผนพลังงาน PDP 2026 ชี้ขาดนโยบายชัดเจน ทำงานวิจัยและอุตสาหกรรมสะดุด

เมื่อวันที่ 16-17 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร และรองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ และ ศุภโชติ ไชยสัจ กรรมาธิการและ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อศึกษาติดตามความคืบหน้าการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด โดยมุ่งหารือกับผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่หน่วยงานวิจัย ผู้ผลิตไฟฟ้าต้นน้ำ ไปจนถึงอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ไฟฟ้าและระบบขนส่งทางราง.การลงพื้นที่ครั้งนี้ครอบคลุม 3 จุดสำคัญ ได้แก่ โครงการต้นแบบรถไฟฟ้ารางเบา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.) วิทยาเขตขอนแก่น, โรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (KKUVOLT) และโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ เขื่อนอุบลรัตน์ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

นายวีระยุทธ เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงพื้นที่ทำให้พบ ‘ช่องว่าง’ สำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย คือการขาดความชัดเจนทางนโยบายในระดับภาพใหญ่ ส่งผลให้การตัดสินใจและการพัฒนาของภาคส่วนต่าง ๆ ขาดทิศทาง แม้ผู้ประกอบการและนักวิจัยจะมีศักยภาพสูงก็ตาม อย่างในระบบขนส่งทางราง ทีมวิจัย มทร.อีสาน ได้พัฒนาตัวรถไฟฟ้ารางเบาต้นแบบ ความจุ 120 คน ความเร็วสูงสุด 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางในเมืองขนาดเล็ก แต่ปัจจุบันยังติดขัดเนื่องจากรางทดสอบมีความยาวเพียง 450 เมตร ขณะที่การผลิตสู่เชิงพาณิชย์ (Commercial Scale) ต้องผ่านการทดสอบระยะทางไม่น้อยกว่า 2 กิโลเมตรตามมาตรฐานความปลอดภัย แม้เทศบาลนครขอนแก่นจะมีแผนสร้างรางรอบบึงแก่นนครระยะทาง 4 กิโลเมตร พร้อม 10 สถานีเพื่อรองรับการท่องเที่ยว แต่ยังติดข้อจำกัดด้านงบประมาณและกฎระเบียบ ทั้งนี้ นายวีระยุทธ ระบุว่า รัฐบาลต้องเร่งวางทิศทางให้ชัดเจนว่าจะส่งเสริมรถไฟรางเบาในฐานะยานพาหนะท่องเที่ยวท้องถิ่นหรือใช้เพื่อการขนส่งข้ามจังหวัด เพื่อสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้อย่างเป็นระบบ

ด้านอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ไฟฟ้า ทีมวิจัย KKUVOLT สะท้อนว่านักวิจัยไทยมีศักยภาพผลิตแบตเตอรี่โซเดียมได้แล้ว และไทยมีโอกาสในตลาดเฉพาะกลุ่มที่ไม่ต้องแข่งกับแบตเตอรี่ราคาถูกจากจีน เช่น แบตเตอรี่สำหรับเรือหางยาว หรือระบบสตาร์ทเครื่องยนต์รถถังของกองทัพ ทว่าการขยายไปสู่ระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ยังขาดการลงทุนขั้นต้น โดย ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายวิสาหกิจและสังคมยั่งยืน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชี้ว่า ประเทศไทยยังขาดโรงงานผลิตเซลล์และขั้วแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ต้องใช้วงเงินลงทุนสูงกว่า 3 หมื่นล้านบาท เมื่อไม่มีภาคเอกชนกล้าแบกรับความเสี่ยง จึงไม่สามารถสร้างการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ให้เกิดขึ้นได้

ส่วนการผลิตไฟฟ้า วีระยุทธได้นำคณะเข้าดูงานโรงไฟฟ้าน้ำพอง ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติบนบกแห่งเดียวในไทย ดำเนินการมานาน 36 ปี และจะหมดอายุสัญญาในปี 2574 (รวมอายุการใช้งาน 40 ปี) แม้จะมีต้นทุนการผลิตต่ำและยังมีปริมาณก๊าซในแหล่งรองรับ แต่กลับเผชิญข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีดั้งเดิมที่ไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมายประเทศ ทั้งยังขาดความชัดเจนถึงแนวทางบริหารจัดการหลังหมดสัญญาเนื่องจากยังรอแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) เช่นเดียวกับโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ของ กฟผ. ซึ่งปัจจุบันผลิตไฟฟ้าได้ราว 24 เมกะวัตต์ และยังมีศักยภาพขยายกำลังการผลิตได้อีกมาก แต่ยังต้องการคำตอบเชิงนโยบายถึงเป้าหมายและสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าที่ชัดเจน

นายวีระยุทธ เน้นย้ำช่วงท้ายว่า เหลือเวลาอีกเพียง 2 เดือนจะสิ้นปี รัฐบาลจึงต้องเร่งจัดทำแผน PDP 2026 โดยกำหนดสัดส่วนพลังงานสะอาด กรอบเวลาที่แน่ชัด ผู้รับผิดชอบการลงทุน ตลอดจนวิเคราะห์ความคุ้มค่าของการลงทุนใหม่และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน เพราะเป็นสิ่งที่นักวิจัย ผู้ประกอบการ ภาคประชาสังคม ตลอดจนประชาชนในพื้นที่อยากเห็นความชัดเจนเป็นรูปธรรม