การประชุมใหญ่ประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนระหว่างประเทศ 2569 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ มีผู้นำทางเศรษฐกิจและผู้เกี่ยวข้องกว่าหมื่นคน เข้าร่วม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีการนำเสนอประเด็นเศรษฐกิจอย่างหลากหลาย รวมถึงเสียงชื่นชมจากผู้เข้าร่วมว่าไทยจัดได้อย่างยอดเยี่ยม

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีอาการปลื้มกับกระเป๋าใส่เอกสารลายผ้าขาวม้า มีสัญลักษณ์งาน IMF-World Bank 2026 จัดทำขึ้นเพื่อแจกให้กับผู้นำเศรษฐกิจ เพราะเป็นที่ถูกใจของผู้เข้าประชุม
สื่อเลือกข้างหลายสำนักรวมถึงโซเชียลต่างปั่นกระแสชื่นชม อาทิ กระเป๋าที่ใครๆต่างถือในงาน หรือ กระเป่าที่ใครต่างหา หรือถุงผ้าขาวม้าของดีเมืองไทย ครองใจชาวต่างชาติในงานIMF 2026
ขณะเดียวกันสื่อหลายสำนักถึงขั้นเจาะลึกที่มาของกระเป๋าลายผ้าขาวม้าว่า กระเป๋าผ้าขาวม้า ไม่ได้เป็นเพียงของใช้สำหรับผู้ร่วมงานเท่านั้น ยังสะท้อนถึงภูมิปัญญาหัตถกรรมไทย การต่อยอดผ้าทอพื้นถิ่นสู่ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย และการนำอัตลักษณ์ชุมชนไทยไปเผยแพร่สู่สายตานานาชาติ
กระเป๋าผ้าขาวม้าผลิตจากผู้ทอของชุมชนคูบัว จังหวัดราชบุรี แหล่งหัตถกรรมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น โดยนำผ้าขาวม้าที่คุ้นชินกับวิถีชีวิตของคนไทยมาปรับรูปแบบให้มีความทันสมัย สามารถนำไปใช้กับชีวิตประจำวันได้ ตอบโจทย์ทั้งด้านความสวยงามและประโยชน์ใช้สอย โดยถ่ายทอดเสน่ห์งานท่อผ้าพื้นบ้านให้เข้ากับรสนิยมของคนในยุคปัจจุบัน และกว่าจะกลายเป้นกระเป๋าผ้าที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติ
มีการเตรียมงานล่วงหน้าเกือบ 1 ปี พร้อมอธิบายถึงจุดเด่นของกระเป๋าว่าอยู่ที่ลวดลายและสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ของผ้าทอ นำมาประยุกต์เป็นกระเป๋ารูปแบบร่วมสมัย และการนำผลิตภัณฑ์จากชุมชนคูบัวมาเป็นส่วนหนึ่งของงาน สะท้อนถึงแนวทางการเชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมเข้ากับโอกาสทางเศรษฐกิจ ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นผ่านการออกแบบและนำเสนอในเวทีระดับโลก
จากอาการปลื้มปริ่มทั้งจากนายอนุทินและสื่อหลายสำนักรวมถึงสื่อเลือกข้าง ทำให้นึกถึงบรรยากาศสมัยที่นายเศรษฐาทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี นำแฟชั่นผ้าขาวม้าไปอวดชาวโลกทั้งอิตาลีและฝรั่งเศส
โดยเกิดขึ้นช่วงเดือนพฤษภาคม 2567 นายเศรษฐา เดินสายทัวร์ต่างประเทศหวังดึงนักลงทุนและกลุ่มทุนต่างๆเข้ามาลงทุนในประเทศ นายเศรษฐา สวมใส่ผ้าไทยแบบต่างๆ เดินโชว์ในต่างแดนและเข้าพบผู้นำต่างชาติ
จากนั้นไปเยือนฝรั่งเศส และอิตาลี นายเศรษฐาพร้อมคณะ สวมเสื้อผ้าตัดเย็บจากผ้าขาวม้า ผ้าย้อมคราม เดินเฉิดฉายเข้าพบนักธุรกิจด้านแฟชั่นชั้นนำทั้งสองประเทศพร้อมนำเสนอ ผ้าขาวม้า ผ้าย้อมคราม ให้แบรนด์ดังระดับโลกของอิตาลีนำไปตัดเย็บเสื้อผ้าหรือผลิตภัณฑ์อื่น ออกจำหน่ายทั่วโลก
การกระทำของนายเศรษฐา เสมือนฉีกกฎของผู้นำไทยในอดีต จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสื่อเลือกข้างและฝ่ายตรงข้ามดังกระหึ่มว่าไม่ถูกกาละเทศะ บางกลุ่มเหน็บว่าบ้านนอกเข้ากรุง หรือเชยไม่เป็นสากล บางคนเหน็บว่าจะขายผ้าได้กี่ผืนถึงจะคุ้มค่าตั๋ว
แต่ถ้ามองอย่างเป็นธรรมถือว่านายเศรฐา มีความกล้าหาญที่ใช้ตัวเองเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อโฆษณาสินค้าไทย ที่คนไทยทั้งประเทศใช้สอยมานาน แต่ด้วยนิสัยคนไทยนิยมชมชอบ ตามแฟชั่นพวกฝรั่ง ถ้าใครสวมเสื้อผ้ายี่ห้อดังราคาหลายพัน หรือหลักหมื่นหรือราคาหลักแสน จะเป็นที่ชื่นชมของพรรคพวกเพื่อนฝูง
แต่ถ้าใครสวมผ้าไทยหรือผ้าขาวม้า จะถูกมองว่าบ้านนอก พวกชายขอบ ไม่ทันสมัน ยิ่งสวมใส่เดินตามเมืองใหญ่ จะถูกเหน็บว่าบ้านนอกเข้ากรุง
ดังนั้นถ้ามองบทบาทของนายเศรษฐา กับแฟชั่นผ้าขาวม้า กับอาการปลื้มปริ่มของนายอนุทิน สื่อหลายสำนักโดยเฉพาะสื่อเลือกข้าง ถือว่านายเศรษฐาเป็นนายกรัฐมนตรีผู้มาก่อนกาล และมีวิสัยทัศน์
จึงพอนุมานได้ว่าที่นายเศรษฐา ถูกบางกลุ่มและสื่อเลือกข้างวิจารณ์แบบสาดเสียเทเสีย มาจากอคติล้วนๆ และมาจากพรรคเพื่อไทน เท่านั้น !!!


