ทุกคนเคยได้ยินคำว่า “จังหวะนรก” คือ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในเวลาที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ทำให้เกิดหายนะ ตลอดจนเข้าใจผิด ผิดที่ผิดทางผิดเวลาผิดทุกอย่าง อารมณ์แบบมีความซวยแบบไม่ทันตั้งตัว คงไม่ได้รู้สึกว่าแปลกมากที่รัฐบาลนี้มักจะมีเป็นประจำ เพราะ “การลำดับความสำคัญ” เป็นสิ่งที่มนุษย์ตัดสินใจและเลือกสรรได้ว่าอะไรควรทำตอนไหน และทำเท่าไหร่จะจึง “พอเหมาะ”กับเหตุการณ์บ้านเมือง ณ เวลานั้น

ที่กล่าวมาถึงตรงนี้เพื่อจะชวนมองในรอบ 1สัปดาห์ที่ผ่านมา อาทิ เรื่อง “สตง.” หรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ชาตินึงจะออกมา ตั้งโต๊ะแถลงอย่างเป็นทางการ ดันออกมาเหมือน “รับไม้ต่อ” จากรัฐบาลในการที่จะไปไล่รื้อและทำลายความชอบธรรมของ “ช่องไทยพีบีเอส” อันเป็นสื่อที่รัฐไม่สามารถแทรกแซงได้ แต่ปัญหาคือ ตัว สตง.เองดู “รีบร้อน” เพราะสังคมมี “ภาพจำ” ถึงตึกถล่ม จากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ขณะกำลังก่อสร้าง ความสูง 30 ชั้น พังถล่มลงมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 95 ราย
และเกิดคำถามเกี่ยวกับความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เป็นการถูกขนานนามว่าเป็นตึกที่อยู่ไกลจาก “จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว” มากที่สุดที่ถล่มลงมา แล้วจังหวะนรกคือเป็นหน่วยงานที่ต้องตรวจสอบคนอื่น แต่ตัวเอง “สิ้นสภาพ” ของความน่าเชื่อถือ องค์กรที่ตรวจงบประมาณให้ทุกหน่วยงานประหยัด ให้ถูกต้องตามระเบียบ แต่ตึกตัวเองถูกเรียกว่าเป็น “เต้าหู้” แถมย้อนดูการจัดซื้อมีการซื้อเก้าอี้ทำงานตัวละ 90,000 ซื้อฝักบัว 44 หัว ราคา 11,200 ทั้งที่ราคาตลาดแค่ 1,700 พรมเป็นหมื่นเป็นแสน มีห้องสันทนาการใช้งบระดับ 100 ล้าน ฯลฯ
เหตุการณ์ผ่านไป1 ปี 7 เดือนแล้ว สตง.ไม่ได้ทำให้สังคมศรัทธา เชื่อมั่นได้เลย ภาษีเราละเลงไปกับอะไรไม่รู้ฟรี ๆ หลายอาคารในประเทศนี้ เจอแผ่นดินไหวเหมือนกัน บางอาคารก่อสร้างมานานหลายสิบปี อาคารสูงในเมืองกรุงอยู่ครบ มีตึกถล่มอยู่ตึกเดียว แต่เพราะทำทุกอย่างถูกต้องตามระเบียบและขั้นตอน ?ก็เลยไม่มีใครในราชการผิด
ยิ่งเป็นองค์กรอิสระ ยิ่งต้องรอบคอบ และทำให้เห็นมากกว่าหน่วยงานอื่น ต้องมีมาตรฐานในการตรวจสอบตัวเองสูงส่งกว่าองค์กรที่เหลือ กรณี สตง. กับไทยพีบีเอส จึงเป็นจังหวะนรกอย่างนึง ที่รัฐบาลทำทีกวดขันไล่กวดไทยพีมีเอกสารมากมายว่าเฉพาะเจาะจง ผลาญงบ หน้าที่ตรงนี้ก็ตรวจสอบไป แต่ก่อนจะชี้นิ้วไปที่ใครให้ดู4นิ้วที่เหลือที่วกกลับมาหาตัวเองด้วย ยิ่งคุณมีระบบตรวจสอบตัวเองที่น่าเชื่อถือมากเท่าไร คนอื่นก็ยิ่งมีเหตุผลที่จะเคารพพวกคุณมากขึ้นเท่านั้น
รัฐบาลที่ต้องมีหน้าที่บริหารประเทศในยามวิกฤตรอบด้านนี้เช่นกัน ทั้งวิกฤตสงคราม วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตของแพง วิกฤตศรัทธาจากการโกงทั้งฮั้ว สว. ขบวนการกักตุนน้ำมัน การโกงสอบราชการที่เป็นเครือข่ายความชั่วมหึมา แต่ว่าผู้ต้องสงสัยถูกปล่อยตัว!! ทั้งหมดนี้คือพฤติการณ์ความชั่วที่มีประจักษ์ชัด แต่ทำอะไรไม่เคลียร์สักอย่างเหมือนเล่นลิเกให้ดูทีละฉากว่า สั่งแล้วนะ ไม่ก้าวก่าย แต่สุดท้ายมีหลายอย่างลอยนวล นี่ก็จังหวะนรกมากๆ เช่นกัน
แล้วนายกรัฐมนตรีไทยไม่ได้คิดเรื่องใหญ่ มีภาพภาวะผู้นำแบบชัดๆ วิชั่นดีเยี่ยม ประชุม IMF นายกฯไปพูดเรื่อง “โอเลี้ยง” อีกวันไปคุมวงดนตรีที่จะโชว์ในงาน ล่าสุดวันนี้ไปเข็นรถขายผลไม้ อันนี้ให้ลูกน้องสักคนทำก็ได้ไหมครับ วิกฤตแบบนี้เราไม่ได้ต้องการ “ตัวตลก” สีสัน หรือความสามารถอันไม่เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ
ยามนี้ประเทศต้องการ “ความเชื่อมั่น” และคนที่จะพาให้เรือลำนี้ที่ชื่อว่าประเทศไทยว่าจะไม่ล่ม ไม่ตาย จากภาระที่หนักทั้งหนี้ท่วม คนเกิดน้อย ผู้สูงอายุเต็มบ้านเมือง เงินไม่พอ ให้เกิดการลงทุนใหม่ ๆ คนโกงเต็มบ้านเมือง โจรเต็มประเทศ มีคนเข้าข่ายเทาๆ ได้บริจาคเงินให้พรรคการเมือง พรรคการเมืองใหญ่ทำอะไรก็ไม่ผิดเพราะระบบบิดเบี้ยว ถามว่าเราหวังอะไรจากรัฐบาลจังหวะนรก (ไม่ใช่รัฐบาลนรก) นี้ได้ไหมครับ คำตอบจาก 7เดือนที่ผ่านมาคือ “คำตอบชัดเจน”อย่างหนึ่ง!


