36 ปี เขื่อนปากมูลยังไม่ใช่อดีต! สมัชชาคนจนบุกทวงความรับผิดชอบธนาคารโลก ชูยื่น 5 ข้อเรียกร้องเร่งเยียวยา 1,632 ครอบครัว ผลักดันเปิดประตูน้ำถาวร
วันที่ 15 ตุลาคม 2569 ที่การชุมนุมบริเวณแยกคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ ตำแทนกลุ่มสมัชชาคนจนในนามพี่น้องผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการเขื่อนปากมูล ออกแถลงการณ์ฉบับสำคัญส่งตรงถึงประธานและคณะผู้บริหารธนาคารโลก (World Bank) ตอกย้ำความจริงอันเจ็บปวดว่า “เขื่อนปากมูลไม่ใช่เรื่องในอดีต” และสถาบันการเงินระดับโลกผู้อยู่เบื้องหลังการอนุมัติเงินกู้จะละทิ้งความรับผิดชอบต่อบทเรียนที่แลกมาด้วยคราบน้ำตาของชาวบ้านไม่ได้
เมื่อย้อนกลับไปก่อนมีเขื่อน แม่น้ำมูนคือสายเลือดใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ ชุมชนริมฝั่งดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการทำประมงและระบบนิเวศอันร่ำรวยโดยพึ่งพาภูมิปัญญาบรรพบุรุษ ทว่านับตั้งแต่มีการก่อสร้างเขื่อนและการระเบิดแก่งหิน โดยเฉพาะบริเวณบ้านหัวเหว่ เส้นทางการอพยพของปลาจากแม่น้ำโขงสู่แม่น้ำมูนได้ถูกตัดขาดลงอย่างรุนแรง สายน้ำที่เคยผลิตอาหารและสร้างเศรษฐกิจชุมชนกลับกลายเป็นแหล่งวิกฤตความยากจน ครอบครัวต้องพลัดพราก ลูกหลานต้องทิ้งถิ่นฐานไปขายแรงงานต่างถิ่น ขณะที่คนเฒ่าคนแก่จำนวนมากต้องลาโลกไปโดยไร้ซึ่งความเป็นธรรม
แม้กระทั่งในมิติความคุ้มค่าด้านพลังงาน เขื่อนปากมูลกลับให้ประโยชน์อย่างจำกัด ตัวเลขการผลิตไฟฟ้าตกต่ำเนื่องจากความจำเป็นต้องเปิดประตูระบายน้ำนานถึง 7 เดือนต่อปี ไม่ว่าจะเป็นช่วงปลาอพยพ (พฤษภาคม–สิงหาคม) การคืนแก่งสะพือในเดือนเมษายน หรือการระบายน้ำฤดูน้ำหลาก ซึ่งยิ่งสะท้อนว่าต้นทุนทางสังคม สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตที่ประชาชนต้องจ่ายนั้น มหาศาลเกินกว่าหน่วยไฟฟ้าที่ได้รับหลายเท่าตัว
โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา เมื่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ มีมติรับรองรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 1,632 ครอบครัว หลังจากกระบวนการพิสูจน์ความเสียหายยืดเยื้อยาวนานถึง 29 ปี ทว่าจนถึงปัจจุบัน ผลการรับรองดังกล่าวยังคงเป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียวที่ยังไม่นำไปสู่การเยียวยาจริง ส่งผลให้สมัชชาคนจนยื่นยื่นคำขาดผ่าน 5 ข้อเรียกร้องหลักถึงธนาคารโลก ประกอบด้วย ดังนี้
1.แสดงความรับผิดชอบอย่างเป็นทางการ ต่อข้อผิดพลาดและความบกพร่องในกระบวนการประเมินและติดตามผลกระทบ พร้อมเปิดเผยการจัดการข้อร้องเรียนตลอดหลายทศวรรษต่อสาธารณะ
2.ร่วมผลักดันการเยียวยาโดยไม่ชักช้า เร่งจับมือกับรัฐบาลไทยกำหนดมาตรการเยียวยาที่โปร่งใส ชัดเจน ให้แก่ 1,632 ครอบครัว รวมถึงสิทธิของทายาทและมาตรการช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบหนักอย่างบ้านหัวเหว่
3.สนับสนุนการฟื้นฟูแม่น้ำมูนผ่านการเปิดประตูระบายน้ำถาวร ร่วมกับชุมชนและนักวิชาการในการศึกษาแนวทางคืนชีวิตให้แม่น้ำ เพื่อฟื้นฟูเส้นทางอพยพของปลาและความมั่นคงทางอาหาร โดยไม่นำกระบวนการศึกษามาเป็นข้ออ้างให้การเยียวยาล่าช้า
4.จัดประเมินผลกระทบระยะยาวอย่างเป็นอิสระ โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดโจทย์และตรวจสอบผลกระทบสะสมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
5.นำบทเรียนไปปฏิรูปนโยบายการพัฒนา โดยทบทวนหลักเกณฑ์การสนับสนุนโครงการเขื่อนใหม่ๆ ในลุ่มน้ำโขงและแม่น้ำสาขา เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์บาดแผลซ้ำรอย
ทั้งนี้ สมัชชาคนจนเน้นย้ำทิ้งท้ายว่า ธนาคารโลกไม่อาจนำกรณีเขื่อนปากมูลไปเป็นเพียง “บทเรียน” หรือกรณีศึกษาในรายงานเพื่อสร้างโครงการใหม่ให้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ต้องย้อนกลับมารับผิดชอบต่อผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่กับผลกระทบจริง โดยขอให้ธนาคารโลกตอบรับข้อเรียกร้องเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 30 วัน พร้อมเปิดโต๊ะเจรจาหารือร่วมกับผู้แทนชุมชนอย่างเป็นทางการ เพื่อคืนศักดิ์ศรี คืนสายน้ำ และคืนอนาคตที่ยั่งยืนให้แก่ประชาชนลุ่มน้ำมูนอย่างแท้จริง

