ตำรวจวังทองหลางเผย “แม่ภัทร” แจ้งความเอาผิด 2 อาสากู้ภัย ปมอุ้มขึ้นรถตู้เมื่อปี 2567 พร้อมชี้จุดเกิดเหตุ ขณะที่ ผกก.แยกคดีเป็น 2 ส่วน ทั้งปมตู้เซฟ 9.4 ล้านบาทและข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว ย้ำเร่งรวบรวมหลักฐาน ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

วันนี้ (8 ต.ค.69) หลังจากที่แม่ภัทร ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ สน.วังทองหลางเสร็จ ก็ได้พาตำรวจและผู้สื่อข่าวมาดูจุดที่มีการอุ้มขึ้นรถตู้ โดยได้มีการเล่าว่า เจ้าหน้าที่อาสาสมัครชาย 2 คนที่มาอุ้มได้เข้าไปในบ้านของตน คนนึงล็อคแขนและปิดปาก อีกคนยกขา จากนั้นก็พากันอุ้มมาที่รถตู้ที่จอดอยู่หน้าซอย ขณะนั้นคนที่ยกขาได้วางตนเองลงหลังรถเพื่อไปเปิดประตูรถ และคนที่ปิดปากได้เอามือออก ตนเลยใช้จังหวะนั้นในการตะโกนขอความช่วยเหลือจนเพื่อนบ้านที่อยู่ละแวกนั้นออกมาดู พอเจ้าหน้าที่อาสาสมัครเห็นว่ามีคนออกมาดูเลยรีบอุ้มตนขึ้นไปบนรถตู้ทันที
ทางด้าน พ.ต.อ.เจษฎา ยางนอก ผกก.สน.วังทองหลาง ระบุว่า ก่อนหน้านี้ทั้งผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความที่ สน. วังทองหลางตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม ซึ่งในขณะนั้นได้มีการสอบปากคำไว้เบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว และในช่วงที่ผ่านมาทางผู้เสียหายได้ไปออกรายการโหนกระแส ซึ่งทางทีมสืบสวนสอบสวนของสนก็ได้มีการ Monitor รายการ และมีการถอดคำพูดไว้ทั้งหมดแล้วเพื่อเก็บเป็นพยานหลักฐานที่เป็นส่วนหนึ่งของสำนวน
ในส่วนของวันนี้คุณแม่เดินทางมา เพื่อลงบันทึกประจำวันและแจ้งความดำเนินคดีกับอาสากู้ภัยหรือชาย 2 คนที่มาอุ้ม ว่าได้มีการควบคุมตัวกักขังหน่วงเหนี่ยว แต่ด้วยเหตุการณ์เกิดตั้งแต่ปี 2567 อาจจะทำให้ไม่สามารถกู้ภาพจากกล้องวงจรปิดได้แล้ว แต่อาจจะมีคลิปหรือภาพจากผู้ที่เกี่ยวข้องที่ถ่ายเก็บไว้ ซึ่งตรงนี้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ทราบผู้กระทำความผิดในข้อหาที่ทางผู้เสียหายได้แจ้งความและกล่าวหา
ในส่วนของข้อหาต้องแยกออกเป็น 2 ส่วน 1. คือ ข้อหาลักทรัพย์ เกี่ยวกับตู้เซฟที่มีทรัพย์สินหลายรายการมูลค่าประมาณ 9.4 ล้านบาท และข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว โดยมีการกล่าวหาลูกชาย / อีกส่วนหนึ่งคือในวันนี้ทำผู้เสียหายได้เดินทางมาลงบันทึกประจำวันและแจ้งความเพิ่มเติมอีก 2 ราย คือบุคคลที่มีการ เข้ามาในบ้านและอุ้มขึ้นรถตู้ ซึ่งถ้าพบว่าผู้ใดเกี่ยวข้องกับการกระทำความคิดที่ทางผู้เสียหายได้มีทางกล่าวหาก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งหมด

