นึกไม่ออกจริงๆ ว่าชีวิตนี้ที่อยู่ กทม.มามีฝนตกแบบไม่พักเกิน 24ชม.ครั้งไหนบ้าง แต่สำหรับสถานการณ์วิกฤตฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ช่วง25-27 กันยายน 2569 ที่ผ่านมาทำให้เห็นความ“เป็นไป”ของประเทศและสังคมนี้ได้หลายประการ

ปรากฏการณ์ฝนแช่ตัว (Extreme Local Rain)ที่มีปริมาณฝนสะสมสูงเกิน 300 มม. ในเวลาเพียง 2-3 วัน จากหย่อมความกดอากาศต่ำในใจกลางเมือง ทำให้ปริมาณน้ำฝนเกินขีดความสามารถการรองรับของระบบระบายน้ำปกติได้
ที่เราเห็นเด่นชัดคือ ระดับน้ำในคลองสายหลักสูงเกินตลิ่งในคลองหลัก เช่น คลองแสนแสบ ทุกคนเห็น“สัญญาณของความหายนะ“ ตั้งแต่เช้าของวันศุกร์ หรือถ้าใครสัญจรใช้ชีวิตริมแสบแสนทุกวัน คงเห็นเค้าลางความหายนะมาก่อนหน้านี่ช้แล้วแน่นอน เพราะระดับน้ำสูง สามารถมองด้วยตาเนื้อ ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีอะไรเลย คำถามต่อมา เราทุกคนคงเห็นทุกเพจ ”เตือน“ ชัดแบบเห็นพ้องต้องกันว่า ฝนระลอกใหญ่มาแน่นอน เป็นสัจธรรมว่าหลีกหนีไม่พ้น คำถามคือ มีคนเห็นว่าน้ำในคลองมาก ข้อมูลล่วงหน้าพอมีบ้าง เหตุใดไม่มีการวางแผนจัดการให้เป็นระบบเราคงไม่ได้คาดหวังว่าจะแห้งแบบไม่ท่วมเลย แต่อย่างน้อยจะไม่เกิดความเสียหายระดับหนักและเป็นวงกว้างแบบนี้แน่ หรืออย่างมากภัยก็มาช้ากว่าที่เห็น เหตุใดทำให้ไม่สามารถสูบ/ระบายน้ำจากเส้นทางจราจรลงสู่คลองได้ตามเป้าหมาย
ตลอดจนปัญหาคอขวดและจุดจมน้ำเรื้อรังบนถนนสายหลัก: ถนนสายสำคัญ (เช่น เพชรบุรี, ลาดพร้าว, รามคำแหง, แจ้งวัฒนะ, สุขุมวิท) เกิดน้ำท่วมขังระดับ 20-50 ซม. ทำให้รถยนต์จอดเสียขวางทาง และเกิดอัมพาตทางการจราจรเป็นวงกว้าง หลายคนเพิ่งออกรถใหม่ บางคนอัมพาตจากการจราจรอยู่กลางถนน ไม่สามารถไปช่วยเหลือหรือเตรียมการเตรียมอพยพครอบครัวออกจากพื้นที่ได้
อีกหนึ่งประเด็นที่คนเห็นตรงกันคือ “ปัญหาการกระจายข้อมูล” และช่องว่างการเตือนภัย (อีกแล้วครับท่าน) แม้จะมีการแจ้งเตือนทางโซเชียลมีเดีย แต่ประชาชนบางส่วนเขาไม่ได้เล่นตลอดเวลา ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้ป่วยติดเตียง และข้อจำกัดศักยภาพของผู้คนที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว ไม่มีเงินเติมโทรศัพท์มันมีข้อจำกัดมากมาย ทั้งที่เรามี “บทเรียน” จากแผ่นดินไหวมาได้ปีเศษ เรามีบทเรียนจากหาดใหญ่ที่มี “เรนบอมบ์” ได้เพียง 9เดือน ประเทศนี้เหมือนประเทศที่ผู้นำและหน่วยงานรัฐ เมมโมรี่เต็มเจอแต่ปัญหาที่แก้ไม่ได้สักเรื่อง เหมือนคนทำงานไม่เป็น
เขาว่ากันว่า บางเรื่องบางขบวนการต้องคาราวะการดีไซน์การโกง การฮั้ว วางแผนการทุจริตสอบ ทุจริตเรื่องต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ แต่พอเจอ“ปัญหาจริง” เสมือนคนไม่มีสมองในการลำดับความสำคัญแก้ปัญหา เหมือนคนทำงานไม่เป็น บางทีจ้างเด็กฝึกงานอายุน้อยมาทำงานให้ ยังดูได้ประสิทธิภาพมากกว่าคนที่ถืออำนาจรัฐ ที่มีทั้งเงินและคำสั่งที่สามารถออกได้และชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นหน้าที่ รวมถึงทรัพยากรบุคคล สำนักงาน ที่พร้อมทุกด้าน ไม่ใช่เขาพูดแล้ว “ไม่ทำ” แต่พวกเขาราวกับ “ทำไม่เป็น” เสียมากกว่า
ความสูญเสียทางเศรษฐกิจครั้งนี้คงมหาศาล บางคนคงพินาศเลยเช่นเรื่องรถ การซ่อมบ้าน ซ่อมรถ อาจถึงขั้นตั้งตัวไม่ทันต้องเป็นหนี้ก้อนโต บางคนสูญเสียรายได้ เช่นคนหาเช้ากินค่ำ คนทำอาหารที่อออกมาประกอบอาชีพไม่ได้
นี่ยังไม่รวมดราม่า “กรมอุตุ ” ที่คนกลายเป็นไม่เชื่อถือ หรือไม่ได้ติดตาม ทั้งที่เขาเครื่องมือเยอะกว่า แต่ไม่รู้ว่าชาวบ้านเขาอ่านรู้เรื่องไหม หย่อมความกดอากาศ พัดผ่าน บลา ๆ ๆ ชาวบ้านคงไม่ได้ต้องทราบเพื่อเอาไปสอบเอนทรานซ์ แอดมิชชั่น เขาอยากจะรู้ว่าน้ำจะท่วมไหม จำเป็นต้องอพยพ ยกของหนีไหม รถไปจอดที่อื่นหรือเปล่า พ่อแม่เขาที่ติดเตียงอยู่บ้านจะออกมาอย่างไร ให้ทัน ไม่อย่างนั้นจะเจอทั้งปัญหาที่เราเห็น หลายที่ไฟดับ ไฟดูด ไฟช็อต ช่วยเหลือยาก ข้าวไม่ถึง โทรศัพท์แบตหมด ขอความช่วยเหลือไม่ได้ เพียงเพราะความสะเพร่าและทำงานเช้าชามเย็นชาม ไม่มีใครห่วงใยชีวิตประชาชนอย่างจริงจังเลยสักคน
อย่าปล่อยให้ปัญหาน้ำท่วมงวดนี้ จบลงที่มอบเศษเงินเยียวยา ยกมือขอบคุณที่เขาเอาข้าวกล่องมาให้ มีรัฐมนตรีสร้างภาพผัดกับข้าวให้ ปล่อยให้เขาทำคอนเท้นแก้ต่างแก้ตัว แต่ถึงเวลาเราต้องทำให้เขารู้ตัวเสียทีว่า ทำไม่ได้ให้ออกไปซะ ควรจะเก่งได้ให้สักครึ่งของปาก หลายเรื่องพิสูจน์แล้วว่าคนมีอำนาจในเวลานี้ ไม่สมควรมีอำนาจต่อ เพราะถ้าเกิดหายนะอะไรมาอีกประชาชนตายก่อนแน่นอน เห็นขยันบินขยันเดินทาง แต่ผลงานคืออะไรไม่รู้ (ที่ไม่ใช่มัวแต่เล่นเครื่องดนตรีร้องเพลงไปวัน ๆ)แล้วไม่ต้องมาพร่ำสอนว่า ”ถอดบทเรียน“ร่วมกัน วันนี้สิ่งที่คุณควาถอดคือหัวโขนแห่งอำนาจ หัวโขนแห่งผลประโยชน์ และถอดเครื่องแบบตัวเองออกไปซะ ควรรู้ตัวแล้วว่าคุณไม่ได้มาแก้ปัญหาให้ประชาชน แต่คุณคือภาระประชาชน!!!


