‘ณัฐพงษ์’ นำทีมยื่น ป.ป.ช. ฟัน กกต. ปมฮั้ว สว. มีหลักฐาน ตั้งแต่พฤติการณ์ยันพยานบุคคล ด้าน ‘พริษฐ์’ ยกเปรียบ ‘ช้าง 3 ตัว’ จี้แก้รัฐธรรมนูญรายมาตราตุลาคมนี้

วันนี้ (25 ก.ย. 69) ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นำคณะ สส. ยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. ขอให้ตั้งคณะไต่สวนกรณีการทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า การทุจริตเลือก สว. ทำเป็นขบวนการ การยื่นคำร้องครั้งนี้ไม่ได้ขอให้ตรวจสอบเพียงการลงมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ครอบคลุมถึงพฤติการณ์ก่อนการลงมติ เช่น การออกระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เอื้อต่อการทุจริต พฤติการณ์ทั้งหมดที่ สส. พรรคประชาชนและภาคประชาชนเปิดเผย รวมถึงพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองถูกรวบรวมไว้ในคำร้องทั้งหมด การยื่น ป.ป.ช. เป็นช่องทางที่พรรคการเมืองสามารถทำได้เพื่อชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของขบวนการ โดย ป.ป.ช. มีหน้าที่ตั้งคณะไต่สวนขึ้นมาตรวจสอบ

กรณีมติ กกต. 5 ต่อ 2 เสียงนั้น นายณัฐพงษ์ระบุว่า พรรคประชาชนไม่สามารถยืนยันได้ว่า กกต. รายบุคคลผู้ใดถูกหรือผิด แต่ในฐานะองค์กรอิสระที่ต้องตรวจสอบกระบวนการเลือก สว. ให้โปร่งใสกลับมีมติเช่นนี้ พรรคจึงรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อให้ ป.ป.ช. ไต่สวนและพิจารณาว่าจะส่งฟ้อง กกต. ต่อหรือไม่ ส่วนหลักฐานใหม่นั้น ผู้ร้องไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานครบถ้วนเพื่อฟันธงความผิด แต่พยานหลักฐานที่มีเพียงพอให้ ป.ป.ช. ตั้งคณะไต่สวนเพื่อตรวจสอบว่า กกต. ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตหรือไม่

เมื่อถามถึงความมั่นใจว่า ป.ป.ช. จะตั้งคณะไต่สวนหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ป.ป.ช. ในฐานะองค์กรอิสระต้องรับเรื่องและตั้งคณะไต่สวน ส่วนผลจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับการดำเนินงานของ ป.ป.ช. ขณะเดียวกันผู้เสียหายโดยตรงหรือผู้สมัคร สว. สามารถยื่นร้องต่อศาลได้โดยตรงเพื่อทวงคืนความยุติธรรม สำหรับระยะเวลาดำเนินการ หาก ป.ป.ช. ส่งฟ้องต้องผ่านอัยการและศาลซึ่งต้องใช้เวลา แต่พรรคประชาชนพร้อมใช้เครื่องมือทางกฎหมายทุกช่องทางเพื่อตรวจสอบ กกต. และยืนยันว่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน

ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า พรรคจะอาศัยทุกกลไกเพื่อพิสูจน์การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ กกต. นอกจากการยื่น ป.ป.ช. และสนับสนุนให้ผู้เสียหายฟ้องศาลแล้ว ยังมีเป้าหมายเอาผิดผู้ถูกกล่าวหารายอื่นนอกเหนือจาก 77 คนที่ กกต. มีมติสั่งฟ้อง โดยอาศัย 2 กลไกหลัก ได้แก่

1.กลไกศาล:หากศาลฎีกาไต่สวนคดีทั้ง 77 คนแล้วพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลอื่น กกต. ต้องสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเหล่านั้นเพิ่มเติม ซึ่งจะยิ่งทำให้ข้อบกพร่องของ กกต. ปรากฏชัดเจนขึ้น

2.กลไกสภา:การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อสร้างความรับผิดรับชอบทางการเมือง โดยเฉพาะหากพบว่าผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี

นายพริษฐ์อธิบายสาระสำคัญของข้อกล่าวหาที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ว่าแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือการตั้งคำถามถึงมติของ กกต. ที่เปรียบเสมือนการจงใจมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว ได้แก่

-ช้างตัวที่ 1:มองไม่เห็นความเป็นขบวนการของการฮั้วเลือก สว. โดยสั่งฟ้องเพียง 77 คน ทั้งที่มีผู้เกี่ยวข้องมากกว่านั้น
-ช้างตัวที่ 2:มติขัดกับบรรทัดฐานตนเองในอดีต กกต. เคยสั่งฟ้องผู้สมัคร สว. เพียงเพราะหลักฐานแชต 2 คน แต่กลับไม่สั่งฟ้อง สว. กว่า 130 คนที่ปรากฏหมายเลขในโพยใบสั่ง ซึ่งเป็นหลักฐานการแลกคะแนนอย่างเป็นระบบที่ชัดเจนกว่า
-ช้างตัวที่ 3:จงใจมองไม่เห็นความเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง ทั้งที่มีหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลจากพรรคการเมือง แต่ กกต. กลับมีมติไม่สั่งฟ้องแกนนำพรรคดังกล่าว

ส่วนที่ 2 ของคำร้องคือความบกพร่องของ กกต. ก่อนลงมติ เช่น การออกระเบียบที่เอื้อต่อการทุจริต การตรวจสอบคุณสมบัติหละหลวม มาตรการป้องกันทุจริตไม่เพียงพอ กระบวนการตรวจสอบคดียาวนานถึงสองปี และข้อพิรุธในการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ที่เสนอให้ กกต. ไม่สั่งฟ้องผู้ใด

นายพริษฐ์กล่าวทิ้งท้ายถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบองค์กรอิสระว่า พรรคเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา 2 ฉบับ ได้แก่ การคืนสิทธิ์ให้ประชาชนริเริ่มถอดถอนองค์กรอิสระ และการตัดอำนาจประธานรัฐสภาในการตัดตกคำร้องของ ป.ป.ช. โดยทราบว่าวิปรัฐบาลจะประสานเปิดประชุมรัฐสภาในเดือนตุลาคม จึงเสนอให้บรรจุวาระร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราทั้งสองฉบับเข้าไปด้วย หวังว่าประธานรัฐสภา ประธานวิปรัฐบาล และวิปวุฒิสภาจะเห็นตรงกันและไม่พยายามปิดกั้นเรื่องดังกล่าว