วันที่ 17 กันยายน 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พลเรือเอก ต่ง จวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามข้อตกลงว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือทางทหาร เพื่อสนับสนุนโครงการจัดหาเรือดำน้ำแบบ S26T ของกองทัพเรือ
ในการนี้ พลเรือเอก นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือลงนามในข้อตกลงดังกล่าว ในนามกองบัญชาการกองทัพไทย ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติปักกิ่ง (Beijing International Convention Center: BICC) ระหว่างการประชุม Beijing Xiangshan Forum ครั้งที่ 13 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

การลงนามครั้งนี้นับเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญของโครงการจัดหาเรือดำน้ำแบบ S26T และเป็นผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของความร่วมมือทางทหารระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศ ซึ่งต่างให้ความสำคัญและร่วมกันสนับสนุนการดำเนินโครงการ เพื่อให้กองทัพเรือไทยมีเรือดำน้ำที่มีประสิทธิภาพ มีความพร้อมในการปฏิบัติการ และสามารถเข้าประจำการได้ตามเป้าหมาย อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลในระยะยาว

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กองทัพเรือได้กำกับ ติดตาม และขับเคลื่อนการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด โดยให้ความสำคัญกับการประสานงานกันของทั้งสองประเทศ การแก้ไขประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อแผนงาน และการรักษาผลประโยชน์ของกองทัพเรือและประเทศชาติเป็นสำคัญ เพื่อให้โครงการดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและบรรลุผลตามกรอบเวลาที่กำหนด
ภายหลังการลงนาม กองทัพเรือจะได้เดินหน้าติดตามการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งรัดการบริหารโครงการในทุกด้าน ทั้งด้านเทคนิค การก่อสร้าง การทดสอบระบบ การฝึกอบรมกำลังพล และการเตรียมความพร้อมด้านการส่งกำลังบำรุง โดยมีเป้าหมายให้สามารถส่งมอบเรือดำน้ำได้ทันตามกำหนด หรือหากสามารถดำเนินการได้ ให้เร็วกว่ากำหนด ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญา มาตรฐานทางเทคนิค และหลักความปลอดภัยอย่างครบถ้วน
กองทัพเรือยืนยันว่าจะบริหารโครงการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เรือดำน้ำแบบ S26T มีประสิทธิภาพและความพร้อมสูงสุดก่อนเข้าประจำการ สามารถเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ การรักษาอธิปไตย และการคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยความสำเร็จของโครงการครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งหลักฐานสำคัญที่สะท้อนถึงมิตรภาพ ความไว้วางใจ และความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศ

