วันที่ 12 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน จัดงานเสวนา “จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย” โดยพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานวิปฝ่ายค้าน ได้กล่าวสรุปงานเสวนาในช่วงเช้าและวิเคราะห์สถานการณ์ล่าสุดในคดีโกง สว. โดยระบุว่าองค์กรอิสระถูกออกแบบขึ้นเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายการเมือง โดยเป็นอิสระจากการแทรกแซง แต่พัฒนาการตลอดกว่า 20 ปี โดยเฉพาะภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 กลับทำให้เกิดปัญหาใหญ่ 2 ด้าน คือ องค์กรอิสระไม่สามารถเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมืองได้จริง ขณะเดียวกันกลับเป็นอิสระจากประชาชน เพราะประชาชนแทบไม่มีกลไกตรวจสอบหรือเอาผิดองค์กรอิสระเมื่อปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
.
ปัญหาประการแรกสัมพันธ์กับกระบวนการสรรหาตามรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งให้อำนาจวุฒิสภาเป็นผู้ชี้ขาดในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่ สว. ชุดปัจจุบันไม่ได้ยึดโยงโดยตรงกับประชาชน และกระบวนการได้มากำลังเผชิญข้อกล่าวหาว่าถูกแทรกแซงโดยกลุ่มการเมือง ส่วนปัญหาประการที่สอง คือรัฐธรรมนูญ 2560 ตัดกลไกที่รัฐสภาและประชาชนเคยใช้ริเริ่มกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระออกไป ขณะที่ช่องทางเอาผิดที่เหลืออยู่ก็อาจเกิดทางตัน เช่น การร้ององค์กรอิสระหนึ่งต้องผ่านการพิจารณาของอีกองค์กรหนึ่ง จึงทำให้องค์กรอิสระอยู่ในภาวะวิกฤตความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง
.
พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ขบวนการโกง สว. เป็นเหมือน ‘ไวรัสสีน้ำเงิน’ ที่หากมีอยู่จริง ก็เริ่มเข้าสู่ระบบการเมืองตั้งแต่การเลือก สว. ปี 2567 และกำลังแพร่กระจายไปสู่องค์กรอื่นผ่านอำนาจของ สว. ในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ โดย สว. ชุดนี้ได้ให้ความเห็นชอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว 2 จาก 9 คน กรรมการ ป.ป.ช. 4 จาก 9 คน กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน 5 จาก 7 คน และ กกต. 4 จาก 7 คน
.
กกต. จึงควรมีมติสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนตามข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26 และให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยว่าใครกระทำผิดหรือไม่ เพราะหลักฐานที่ปรากฏมีน้ำหนักมากกว่าบางคดีที่ กกต. เคยมีมติส่งศาลในอดีต และ กกต. 4 จาก 7 คนได้รับความเห็นชอบเข้าสู่ตำแหน่งโดย สว. ชุดที่มีผู้ถูกกล่าวหารวมอยู่ด้วย จึงต้องหลีกเลี่ยงการใช้ดุลพินิจในลักษณะที่เป็นคุณแก่ผู้ที่มีส่วนให้ความเห็นชอบตนเอง
.
พริษฐ์ยังกล่าวว่า หาก กกต. เชื่อว่ามีขบวนการโกง สว. เกิดขึ้นจริง การสั่งฟ้องเพียงบางส่วนจะอธิบายได้ยาก เพราะข้อกล่าวหามีลักษณะเป็นการดำเนินการร่วมกันเป็นขบวนการ ดังนั้น ในทางตรรกะจึงเหลือทางเลือกหลักคือสั่งฟ้องทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด หรือยืนยันว่าไม่มีขบวนการแล้วไม่สั่งฟ้องทั้งหมด
.
แต่ท้ายที่สุดหาก กกต. ยกคำร้องทั้งที่มีหลักฐานชัดเจน เรื่องนี้ไม่จบแน่นอน โดยในทางการเมือง กกต. จะต้องชี้แจงต่อสภาในการพิจารณารายงานประจำปี ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งดำรงตำแหน่งทางการเมืองอาจต้องตอบคำถามในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนในทางกฎหมายก็ยังมีช่องทางดำเนินการต่อ รวมถึงการเอาผิด กกต.หากเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
.
“หากคดีโกง สว.ทำสำเร็จได้โดยไม่มีใครต้องรับผิด สิ่งที่เราจะได้กลับมาคือระบบหรือระบอบการเมืองที่สีหนึ่งทำอะไรก็ไม่ผิด หรือพูดชัด ๆ คือสีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด” พริษฐ์กล่าว

