“อนุทิน” ชู Strong Within สร้างไทยแข็งแกร่งจากภายใน เปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ–ปฏิรูปรัฐ–ยกระดับคน

5

“อนุทิน” เปิด NDC’68 Symposium ชื่นชมแนวคิด “Resilient Thailand” ชี้โลกใหม่บีบไทยต้องสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน วาง 3 ภารกิจสำคัญ เปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจสู่ฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ปฏิรูประบบราชการสู่ Better Government และลงทุนพัฒนาคน ย้ำ Strong Within ไม่ใช่การปิดประเทศ แต่คือสร้างฐานประเทศให้แข็งแรงพอที่จะแข่งขันและเชื่อมโยงกับโลก

วันที่ 7 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น. ณ อาคารอเนกประสงค์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกิจกรรม NDC’68 Symposium ภายใต้แนวคิด “Resilient Thailand” ของหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68

นายอนุทินกล่าวว่า แนวคิด Resilient Thailand สอดคล้องกับโจทย์ของประเทศไทยในช่วงที่โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ กติกาการค้า เทคโนโลยี AI พลังงาน และโครงสร้างประชากร ทำให้ความหมายของ “ความมั่นคง” ในโลกปัจจุบันไม่สามารถจำกัดอยู่เฉพาะการป้องกันภัยคุกคามจากภายนอก แต่ต้องครอบคลุมถึงความสามารถของประเทศในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน

นายกรัฐมนตรีเสนอแนวทาง “Strong Within” โดยวางภารกิจสำคัญไว้ 3 ด้าน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศไทยในระยะยาว

ด้านแรก คือ การเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ประเทศไทยต้องรักษาฐานเดิมที่มีความแข็งแกร่ง ทั้งภาคการผลิต การส่งออก การท่องเที่ยว และบริการ ขณะเดียวกันต้องเร่งสร้างเครื่องยนต์ใหม่ ผ่านการดึงดูดการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI และดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์แห่งอนาคต พลังงานสะอาด การแพทย์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการทำให้ประเทศไทยเป็นสถานที่ตั้งโรงงานหรือฐานการผลิต แต่ต้องยกระดับให้การลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าที่สูงขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถของเศรษฐกิจไทย เพื่อเดินหน้าจากประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูง

ด้านที่สอง คือ การปฏิรูประบบราชการสู่ Better Government โดยนายกรัฐมนตรีมองว่า การปฏิรูปราชการไม่ควรหมายถึงเพียงการลดขนาดหรือลดจำนวนหน่วยงาน แต่ต้องเปลี่ยนทั้งวิธีคิด วิธีทำงาน และบทบาทของภาครัฐ ลดภาระและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เปิดพื้นที่ให้ประชาชนและภาคเอกชนสามารถดำเนินการได้สะดวกขึ้น ขณะที่ภารกิจซึ่งมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อประเทศต้องได้รับการเสริมประสิทธิภาพให้แข็งแกร่งกว่าเดิม

เป้าหมายของ Better Government จึงไม่ใช่เพียงให้ภาครัฐ “ทำงานมากขึ้น” แต่ต้อง ทำงานดีขึ้น เร็วขึ้น และสร้างผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง

ด้านที่สาม คือ การพัฒนาคน ซึ่งนายกรัฐมนตรีระบุว่าเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของความสามารถในการแข่งขัน เพราะต่อให้ประเทศมีโครงสร้างพื้นฐาน เงินลงทุน หรือเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพียงใด หากไม่มีบุคลากรที่มีความรู้และทักษะเพียงพอ ประเทศก็ไม่สามารถใช้ทรัพยากรเหล่านั้นสร้างมูลค่าได้เต็มศักยภาพ

การลงทุนใน “คน” จึงต้องเดินไปพร้อมกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อสร้างกำลังคนที่สามารถใช้เทคโนโลยี พัฒนานวัตกรรม และต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจให้กลายเป็นความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นายอนุทินย้ำว่า แนวคิด Strong Within ไม่ได้หมายถึงการปิดประเทศ แต่ตรงกันข้าม คือการทำให้ประเทศไทยแข็งแกร่งเพียงพอที่จะเปิดรับและเชื่อมโยงกับโลกได้อย่างมีศักยภาพ สามารถดึงดูดเงินลงทุน เทคโนโลยี องค์ความรู้ และบุคลากรที่มีความสามารถเข้ามา พร้อมใช้ฐานความแข็งแกร่งภายในประเทศสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ประชาชนไทย

นายกรัฐมนตรียังพร้อมรับผลการศึกษาและข้อเสนอของ วปอ. รุ่นที่ 68 ไปพิจารณา โดยเฉพาะข้อเสนอที่สามารถพัฒนาเป็นนโยบายหรือเริ่มดำเนินการได้ เพื่อให้ผลงานจากการศึกษาและการระดมความคิดไม่สิ้นสุดอยู่เพียงในห้องประชุม แต่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

พร้อมกันนี้ นายอนุทินขอให้เครือข่าย วปอ. มีบทบาทมากกว่าเครือข่ายของผู้นำ แต่เป็นทั้งเครือข่ายของความเข้าใจและเครือข่ายของการลงมือทำ ช่วยสื่อสาร รับฟัง และสร้างความเข้าใจกับประชาชน เพื่อให้ทุกภาคส่วนเห็นเป้าหมายร่วมกันและเข้าใจทิศทางที่ประเทศไทยกำลังเดินไป

“ผมอยากให้เครือข่าย วปอ. เป็นมากกว่าเครือข่ายของผู้นำ แต่เป็นเครือข่ายของความเข้าใจ และเครือข่ายของการลงมือทำ เพราะการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าประชาชนไม่รู้ว่าเรากำลังจะไปไหน” นายกรัฐมนตรี กล่าว