วันที่ 4 กันยายน 2569 ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ขอทวงถามการลงนามอนุมัติเลขสืบสวนในกรณีบุกรุกลำราง-ทางเดินสาธารณะคดีเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์
ทนายอั๋น เริ่มต้นกล่าวว่า วันนี้มีความคืบหน้าอยู่ 2 เรื่อง ที่อยากจะบอกกล่าวกับสาธารณะชนรับทราบ คือ 1.กรณีที่ได้ดำเนินการฟ้องหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาต่อ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ซึ่งล่าสุดศาลอาญารัชดา ได้มีการประทับรับฟ้องเรียบร้อยแล้ว โดยตนพร้อมเจอ รมว.ยุติธรรม ในวันที่ 30 พ.ย.69 จึงหวังว่ารัฐมนตรีจะไม่เก่งแต่ปาก เพราะก่อนหน้านี้ท่านได้มีการออกมาแถลงข่าวตอบโต้กับตนเองว่า “ดีเหมือนกันที่ตนเองนำความไปฟ้อง จะได้หมายเรียกสำนวนที่เกี่ยวข้อง เอกสาร พยานหลักฐาน วิดีโอสัมภาษณ์สื่อมวลชนทำนองที่ตนได้มีการพูดคำว่าไอ้หอกหักเกี่ยวกับตัวท่าน“ แต่สิ่งที่ตนมองว่าควรจะเป็น ในฐานะที่ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ความยุติธรรมทั้งปวงในแผ่นดินนี้ ตนจึงหวังจะเห็นว่าท่านอย่าให้ทนายความไปเลื่อนคดี อย่าอ้างติดราชการ เพราะมันเป็นหน้าที่ของทนายความที่จะต้องมาซักค้านตน และตนไม่มีวันยอมความ ในเรื่องนี้ตนจะทำหน้าที่เป็นพยานผู้เสียหายเบิกความเอง แล้วก็จะเป็นทนายความให้กับตัวเองด้วย เพื่อจะซักถามท่านรัฐมนตรีในวันที่ท่านนำเอาบัญชีพยานเข้าสืบ
ส่วนเรื่องที่ 2 คือ กรณีขอให้ดีเอสไออนุมัติเลขสืบสวนคดีในกรณีบุกรุกลำราง-ทางเดินสาธารณะ คดีเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้รับปากกับตนไว้ บอกว่าภายในสัปดาห์นี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจะมีการลงนามอย่างแน่นอน แต่ตนกลับได้รับแจ้งมาว่าอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษยังไม่ได้มีการลงนามอะไรเลย ตนจึงอยากถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมว่าเกิดอะไรขึ้น ในเมื่อท่านเป็นคนแถลงข่าวเองว่าได้มีการกำชับไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษให้ดำเนินการตามขั้นตอนแล้ว และท่านยังบอกอีกว่าไม่ได้มีอำนาจในการมาแทรกแซงกรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่เหตุใดในวันนี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงยังไม่ลงนาม ทำให้ตนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นขบวนการทั้งระบบหรือไม่ที่พยายามจะดึงรั้ง เตะถ่วงคดีบุกรุกที่ดินเขากระโดง
ทนายอั๋น เผยอีกว่า ตนทราบว่าในการที่จะต้องตรวจสอบความถูกต้องของการยึดถือครอบครองที่ดิน ลำราง ทางสาธารณะ บริเวณเขากระโดงนั้น ทางกองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยคณะพนักงานสืบสวน จะต้องได้รับเอกสารเกี่ยวกับระวางที่ดินอย่างชัดเจนจากสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ แต่ในเมื่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษไม่มีการอนุมัติออกเลขสืบสวนให้คณะพนักงานสืบสวน ก็ทำให้ในการประสานขอเอกสารที่เกี่ยวข้องจากสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ก็ถูกละเว้นเพิกเฉยไป การจะไปขอความร่วมมือให้หน่วยงานราชการส่งเอกสารสำคัญมาให้ หากไม่มีการรับรองว่าเป็นไปเพื่อการสืบสวนตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 คงไม่มีหน่วยงานราชการใดจะอนุญาตให้ใช้เอกสารได้ มันจึงเป็นอุปสรรคต่อคณะพนักงานสืบสวน ว่าไม่สามารถรับเอาเอกสารสำคัญเกี่ยวกับระวางที่ดิน มาใช้ในการตรวจสอบได้เลย
ทนายอั๋น เผยต่อว่า ในสัปดาห์หน้าตนเตรียมจะมากระทุ้งไปที่กล่องดวงใจอีกดวงของคนบุรีรัมย์ โดยเฉพาะกรณีเรื่องสืบสวนที่ 108/2568 ที่มีการตรวจสอบพื้นที่สนามบินส่วนบุคคลในบริเวณ ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยเป็นการสืบสวนเกี่ยวกับทางสาธารณประโยชน์ในพื้นที่สนามบินส่วนบุคคล เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงการขออนุญาตใช้ถนนสาธารณะเป็นทางวิ่ง (Runway) ของอากาศยานในสนามบินขนงพระ โดยพบว่าเรื่องนี้ไปเกี่ยวข้องกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพราะมีการลงนามในเอกสารขออนุญาตใช้ถนนสาธารณะเป็นทางวิ่ง (Runway) ของอากาศยานในสนามบินขนงพระ ทั้งยังปรากฏภาพข่าวว่าถนนสาธารณะดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบลขนงพระ ซึ่งมีพฤติการณ์เป็นการใช้ถนนสาธารณะ เพื่อเป็นทางวิ่งอากาศยานส่วนบุคคลยาวประมาณ 1.5 กิโลเมตร เนื่องจากเป็นทางสาธารณะที่ประชาชนใช้สัญจรร่วมกันมาเป็นเวลานาน ก่อให้เกิดความเดือนร้อนและความไม่ปลอดภัยต่อคนในพื้นที่ ขณะที่จุดสิ้นสุดของเส้นทางสาธารณะดังกล่าวก็พบว่าด้านหลังสุดมีสนามหญ้าที่ถูกใช้เป็นสนามกอล์ฟ แม้นายอนุทินจะพยายามบอกว่าเป็นธุรกิจของครอบครัวก็ตาม แต่ตนอยากถามว่าประชาชนที่ไหนจะกล้าใช้ถนนดังกล่าว เพราะมันกลายเป็นสนามบินส่วนตัว โดยการใช้เงินภาษีประชาชนของ อบต.ขนงพระ ทั้งที่แต่เดิมเป็นทางสาธารณะของคนใน ต.ขนงพระ และตำบลใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม ตนมีพยานเอกสารระบุลงวันที่ 18 พ.ย.2558 ซึ่งปรากฏลายเซ็นของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีการทำหนังสือถึงการท่าอากาศยาน ซึ่งบ่งบอกชัดเจนว่าตนเองเป็นเจ้าของ ทั้งนี้ เป็นการออกโฉนดทับที่สาธารณะหรือไม่ ถ้าหากจะบอกว่าไม่ใช่การบุกรุก เหตุใดในเวลาต่อมาจึงมีการรื้อสิ่งปลูกสร้างออกไปหลังจากที่ตนได้มีการมาร้องเรียนให้ดีเอสไอตรวจสอบ ฉะนั้น ยื้อได้ยื้อไป
ทนายอั๋น เผยด้วยว่า อย่างไรก็ตาม หากอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษยังคงไม่ลงนามอนุมัติออกเลขสืบสวนกรณีการบุกรุก ยึดถือ ครอบครองที่ดินลำราง ทางสาธารณะ บริเวณเขากระโดงในจังหวัดบุรีรัมย์ ตนจะมองว่าอธิบดีฯ ไม่รักษาผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ไม่รักลูกน้อง เห็นแก่ตำแหน่งส่วนตน เอาใจผู้บังคับบัญชา เอาใจสายการเมืองหรือไม่ และเข้ารับตำแหน่งอธิบดีฯ เพียงเพราะต้องการรับใช้การเมืองค่ายสีน้ำเงินหรือไม่
ทนายอั๋น เผยว่า ตนกำลังตั้งข้อสงสัยว่ามีการดึงรั้งไม่ออกเลขสืบสวนไว้เพื่อรอ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ ที่จะมาดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษคนใหม่หรือไม่ แล้วค่อยล้มคดีในช่วงนั้นแทน เหมือนกับที่ทำในสำนวนคดีฮั้ว สว. อย่างไรก็ดี ตนยืนยันไม่ยอม ต่ออธิบดีดีเอสไอจะอ้างว่าติดประชุม ตนก็จะรอ เพราะตอนนี้มันล่วงเลยเวลามากกว่า 3 เดือนแล้วที่ไม่มีความคืบหน้า ว่าจะอนุมัติออกเลขสืบสวนให้กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือไม่ สงสัยว่าปากกาของอธิบดีดีเอสไอมีน้ำหนักมากถึง 50 กก. หรือไม่ ฉะนั้น การที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเคยออกเอกสารข่าวแจกสื่อมวลชนระบุถึงความคืบหน้าว่าสั่งการให้กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปตรวจสอบเพิ่มเติมว่าที่ดินดังกล่าวทั้งหมดมีการแบ่งแยกครอบครอง หรือครอบครองร่วมกันหรือไม่อย่างไร ในเรื่องนี้จะตอบได้ก็ต่อเมื่อต้องมีการประสานไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อขอระวางที่ดินอย่างเป็นทางการ แต่ในเมื่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษไม่อนุมัติเลขสืบสวนให้พนักงานสืบสวน หน่วยงานราชการที่ไหนจะกล้าให้เอกสารข้อมูลสำคัญ
ทนายอั๋น ระบุว่า ตนอยากเห็นอธิบดีดีเอสไอคนเดิมที่เห็นแก่ประโยชน์ของชาติบ้านเมืองมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และถ้าหากอธิบดียังคงเป็นแบบนี้ เราคงได้เจอกันอีก ตนแค่อยากให้อธิบดีกลับมาเป็นร่างทองเหมือนสมัยทำคดีก่อนหน้านี้ เพราะมันเป็นประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับรู้ข้อเท็จจริงด้วย ไม่อย่างนั้นเกียรติคุณของดีเอสไอก็จะไม่เหลือแล้ว เพราะอย่างไรสภาพตอนนี้ก็เหมือนเป็นการรับใช้การเมืองไปแล้ว ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ที่ตนได้เคยมาร้องดีเอสไอในคดีการสืบสวนการใช้ทางสาธารณะของ อบต.ขนงพระ เป็นสนามบินส่วนตัว ปรากฏว่า ได้มีเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ต่อสายโทรศัพท์หาตนตอนเวลา 18.00 น. แสดงตัวอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ภาค 3 เพื่อยืนยันว่ามีการรับคดีไว้แล้ว จึงอยากชวนให้ตนไปให้ข้อมูล ตนจึงอยากถามว่าเป็น ป.ป.ช. ที่ไหน ที่โทรหาประชาชนในเวลานอกราชการ เพราะในวันเดียวกันนี้ ทางดีเอสไอก็มีการยกคำร้องยุติการสืบสวนเรื่องนี้ไปเลย ทำให้สถานะคดีนี้ในปัจจุบันเป็นความรับผิดชอบของทาง ป.ป.ช. ซึ่งก็ทราบว่าถูกดองไว้เช่นเคย แล้วตนอยากบอกว่าในยุคสมัยของ 3 ป. ในส่วนของ ป.ป.ช.ภาค 3 ที่รับผิดชอบพื้นที่ครอบคลุมในจังหวัดบุรีรัมย์ ก็ไม่เคยมีใครทำแบบนี้มาก่อน ส่วนสัปดาห์หน้าตนมีภารกิจ 2 เรื่อง คือ จะมาร้องคดีสนามบินขนงพระ และตนจะไปร้องเรื่องมาตรฐานจริยธรรมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และฝากอธิบดีดีเอสไอด้วยว่าในคดีของนายวีระ สมความคิด ตนก็เป็นผู้เสียหาย ดังนั้น หากใครไม่ทำ โดนแน่
ด้าน นายสาธุ อนุโมทานิ ประธานเครือข่ายคนไทยรักชาติ กล่าวว่า ตนยืนยันว่าหากข้าราชการปฎิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ทำเต็มที่ พวกเราก็จะปกป้องท่าน เราจะปกป้องข้าราชการน้ำดี แต่ถ้าเป็นข้าราชการที่ไม่ดี เราก็ต้องไล่ออก ซึ่งในปัจจุบันนี้ เราได้มีการรวมตัวกลุ่มประชาชนกว่า 40 ราย ชื่อว่า กลุ่มรวมพลังคนสร้างชาติ อาทิ นายไทกร พลสุวรรณ ดร.ดิเรก พรสีมา เป็นต้น ภารกิจคือการต่อสู้ปกป้องผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ปกป้องข้าราชการน้ำดี ที่อาจถูกฝ่ายการเมืองกลั่นแกล้งรังแก เฉกเช่นคดีบุกรุกที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น ย้ำว่า ทองแท้ไม่กลัวไฟ ขอให้ประชาชนออกมาเป็นกำลังสนับสนุนด้วย อย่าปล่อยให้นักต่อสู้ต้องออกมาสู้อย่างโดดเดี่ยว ส่วนจะมีการเข้าร่วมกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ด้วยหรือไม่นั้น เรามองเป็นเรื่องของประโยชน์ประเทศชาติมากกว่า ซึ่งจะต้องมีหลักนิติธรรมด้วยความเสมอภาค หากอะไรที่มันเกินเลย เราก็จะไปผนึกกำลัง โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นใคร ขอแค่ทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติและประชาชนก็พอ




