น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ เขต 5 พรรคภูมิใจไทย ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมระหว่างกลุ่มนักเรียน-นักศึกษาผู้ร้องเรียน กับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กรณีได้รับผลกระทบจากการนำหลักเกณฑ์ Waterfall Model มาใช้คัดกรองผู้กู้รายใหม่
น.ส.จินณ์ตวรรณ ระบุว่า ฝ่ายผู้ร้องได้นำเสนอตัวเลขผู้ที่อาจหลุดออกจากระบบกู้ยืม ขณะที่ กยศ. ชี้แจงว่าปัญหาเกิดจากกองทุนขาดสภาพคล่องเนื่องจากมีหนี้ NPL (Non-Performing Loan) สูงถึง 50% โดยจากผู้กู้เดิมในอดีต 4 ล้านคน มีผู้ชำระหนี้คืนเพียงประมาณ 2 ล้านคน ทำให้มีข้อติดขัดเรื่องเงินที่จะนำมาปล่อยกู้ในปีการศึกษานี้
สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาเร่งด่วน กมธ.การศึกษา ได้เสนอให้ กยศ. พิจารณาหลักเกณฑ์ใหม่อีกครั้ง เพื่อช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษา ประมาณ 775,000 คน ที่ยังรอคอยความหวังอยู่ โดยเฉพาะข้อมูลตัวเลขรายได้ขั้นต่ำของครอบครัว 360,000 บาทต่อปี ที่ใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาสิทธิในระบบ Waterfall Model ว่าจะสามารถปรับลงหรือทบทวนใหม่ได้หรือไม่ เนื่องจากบางครอบครัวอาจมีรายได้เกิน 360,000 บาท แต่มีสมาชิกในครอบครัวหลายคน ซึ่ง กยศ. รับปากจะนำกลับไปพิจารณาอีกครั้ง นอกจากนี้ยังเสนอให้ กยศ. แจ้งไปยังมหาวิทยาลัยเพื่อทำความเข้าใจกับผู้ขอยื่นกู้ในระบบ Pre-approve ให้ชัดเจนว่าได้รับโควตาจัดสรรหรือไม่ เพื่อให้เด็กใช้ตัดสินใจเรื่องการเรียนต่อ และเสนอให้ กยศ. ไปพูดคุยผ่อนผันการชำระหนี้กับสถานศึกษาในสังกัดทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยจำนวน 4,000 แห่งที่ กยศ. ปล่อยกู้ ให้ขยายเวลาออกไปก่อน
น.ส.จินณ์ตวรรณ กล่าวถึงข้อเสนอเบื้องต้นของ กยศ. ว่า หากต้องการเงินเร่งด่วนเพื่อให้เด็กนำไปชำระค่าเล่าเรียน อาจต้องปรับเจียดเงินจากหมวดค่าใช้จ่าย/ค่าครองชีพ (ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนการปล่อยกู้มีทั้ง 80:20 และ 70:30 ระหว่างค่าใช้จ่ายและค่าเล่าเรียน) นำมากระจายเพิ่มในส่วนของค่าเล่าเรียนแทน เพื่อให้สามารถช่วยเหลือเด็กได้จำนวนคนมากขึ้น
ส่วนกรณีการนำสาขาวิชามาเป็นหลักคิดในการปล่อยกู้นั้น น.ส.จินณ์ตวรรณ ยืนยันว่าไม่ย้อนแย้งกับวัตถุประสงค์กองทุน เพราะเป็นไปตามแนวทางใหม่ของผู้จัดการ กยศ. คือ “เรียนดี มีงานทำ และมีความพร้อมที่จะรับชำระหนี้” มุ่งเน้นสาขาที่ประเทศขาดแคลน เช่น AI, EV, Semiconductor, สาธารณสุข (แพทย์-พยาบาล) และ Green Economy (เศรษฐกิจสีเขียว) ซึ่งเป็น New S-Curve ใหม่ที่รัฐบาลต้องการผลักดัน
น.ส.จินณ์ตวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า กมธ. รับทราบเรื่องเงินกู้ที่ กยศ. ขอเข้ามาในส่วนงบกลางประมาณ 4,800 ล้านบาท นอกเหนือจากงบประมาณปกติ 9,000 ล้านบาท รวมถึงการขอแปรญัตติ แต่เนื่องจากการพิจารณางบประมาณจบไปแล้วจึงอาจไม่ทันปีการศึกษานี้ ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาวต้องติดตามการจัดซื้อจัดจ้างตาม TOR (Terms of Reference) ที่ให้บริษัท Outsource เข้ามาช่วยติดตามหนี้สิน ซึ่งเพิ่งจ่ายเงินงวดแรกไป
น.ส.จินณ์ตวรรณ ชี้ว่า ตามสัดส่วนของ กยศ. หากผู้กู้เดิม 4 คนชำระหนี้ (พี่ 4 คน ต่อน้อง 1 คน) จะสามารถสนับสนุนผู้กู้ใหม่ประมาณ 700,000 รายได้ครบถ้วน แต่ปัจจุบันติดตามเงินคืนได้เพียง 50% หรือคิดเป็นสัดส่วนพี่ 2 คน ต่อน้อง 1 คน จึงยังไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงต้องใช้หลายมาตรการควบคู่กัน ทั้งการสร้างแรงจูงใจและการบังคับใช้มาตรการเพื่อให้ผู้กู้เดิมกลับมาชำระหนี้
น.ส.จินณ์ตวรรณ กล่าวทิ้งท้ายว่า เรื่องของการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญ การผลิตบุคลากรสำหรับประเทศนี้เป็นการลงทุนที่รัฐจำเป็นที่จะต้องลงทุน ถ้าหากว่าอีก 10 ปี 20 ปีข้างหน้า เรามีทรัพยากรบุคคลที่ไม่เพียงพอ เราก็ไม่สามารถที่จะพัฒนาประเทศต่อไปได้ ดังนั้น ให้น้องๆ มีความมั่นใจว่ารัฐบาล ทั้งกรรมาธิการการศึกษา ให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาของเด็กทุกคน ความเท่าเทียมของทุกคน เราก็พยายามติดตามและทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้ปัญหาเรื่องเงินนี้มาทำให้ความฝัน ความหวังที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่จะมาร่วมกันพัฒนาประเทศหยุดลง




