“โรม” แฉทุจริตสอบท้องถิ่นโยงฝ่ายการเมือง จี้ “อนุทิน” อย่าตัดตอน ลั่นต้องลากตัวใหญ่เบื้องหลัง

13

“โรม’ เผยข้อมูลทุจริตสอบท้องถิ่นโยง ‘ฝ่ายการเมือง’ ชัด ชี้ไม่ควรตัดตอนแค่ข้าราชการ ถาม ‘อนุทิน’ หลัง ‘ปกรณ์’ ชี้มูล ‘นฤชา’ ส่งนายกฯ หากพบข้อมูลทุจริตแล้วไม่ดำเนินการ อาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แฉปม ‘ม.บูรพา’ ถูกเขี่ยออกทำ TOR ใหม่ อ้างมี ‘หน้าห้องอนุทิน’ เข้ามาเกี่ยวข้อง

วันนี้ (2 ก.ย. 69) เวลา 09.30 น. ที่อาคารรัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีทุจริตสอบท้องถิ่นว่า จากการตรวจสอบในรอบที่ผ่านมา พบข้อมูลว่าการทุจริตสอบท้องถิ่นเป็นการดำเนินการอย่างเป็นระบบ มีลักษณะคล้ายกับองค์กรอาชญากรรม และไม่ได้ตัดตอนอยู่แค่ระดับข้าราชการเท่านั้น
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาฝ่ายรัฐบาลพยายามให้ข้อมูลว่าไม่มีฝ่ายการเมืองคนไหนเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่หลักฐาน ข้อมูล และคำบอกเล่าจากพยานที่น่าเชื่อถือ ชี้ชัดว่ามีผู้เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายการเมืองและผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ซึ่งอาจมีบทบาทสำคัญของพรรคการเมืองบางพรรค การตัดตอนให้เรื่องจบลงแค่ข้าราชการไม่กี่คนเป็นผู้รับผิดชอบจึงเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ เพราะไม่ต่างจากการจำกัดความเสียหายให้ข้าราชการรับไป ส่วนฝ่ายการเมืองกลับลอยนวลพ้นผิด โดยกรรมาธิการยังคงต้องเสาะหาข้อเท็จจริงต่อไป ซึ่งขณะนี้มีข้อมูลสำคัญที่ต้องตรวจสอบว่าฝ่ายการเมืองที่เข้ามาเกี่ยวข้องมีจำนวนมากกว่าเดิมหรือไม่ และอาจจำเป็นต้องเสาะแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เพื่อให้มั่นใจว่าคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างแท้จริงแล้ว ตัวหลักอาจอยู่ที่ฝ่ายการเมืองด้วยซ้ำ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงข้อมูลที่เชื่อมโยงไปถึงฝ่ายการเมือง นายรังสิมันต์ กล่าวว่า มีข้อมูลหลายอย่าง แต่ยังไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากบางส่วนเป็นข้อมูลลับที่ได้รับผ่านผู้มาชี้แจงหลายคน โดยข้อมูลที่กรรมาธิการมีอยู่นั้นมีความชัดเจนอย่างยิ่ง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า โดยทั่วไปการสอบท้องถิ่นเป็นเรื่องระหว่างฝ่ายราชการกับผู้ที่ได้รับสัญญาที่จะต้องบริหารจัดการ แต่การที่ฝ่ายการเมืองหรือคนทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์ มีการไปพูดคุย รู้จัก หรือนัดเจอกัน ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นและส่อไปในทางทุจริตอยู่แล้ว รวมถึงข้าราชการบางคนที่เป็นข้าราชการของคนทางการเมือง มีลักษณะเป็นเด็กปั้นหรือเด็กที่ชุบเลี้ยงกันมา

นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ ยังกล่าวถึงข้อมูลจาก นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ว่า หลายคนถูกชี้มูลความผิดแล้ว และมีการส่งเรื่องไปให้นายกรัฐมนตรี โดยได้ยกกรณีนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ที่ถูกชี้มูลจากการทำงานของนายปกรณ์และได้ส่งข้อมูลไปให้นายกรัฐมนตรีแล้ว พร้อมตั้งคำถามว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะดำเนินการอย่างไรต่อไป

นายรังสิมันต์ ได้แบ่งการตรวจสอบออกเป็น 2 ตอน โดยตอนที่ 1 คือกลุ่มข้าราชการ ซึ่งมีความพยายามจะตัดตอนให้เหลือแค่บางคนรับผิด แต่ในความเป็นจริงมีผู้เกี่ยวข้องมากกว่านั้นมาก พร้อมระบุว่าหากนายกรัฐมนตรีพบเห็นการทุจริต มีการตั้งทีมงานตรวจสอบเรื่องนี้ แต่กลับไม่ดำเนินการอะไร ก็แสดงว่าเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ส่วนตอนที่ 2 คือฝ่ายการเมืองที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงที่มหาวิทยาลัยบูรพาได้รับงาน และเกิดการทุจริตขึ้นเรื่อยมาจนนำไปสู่การเขี่ยมหาวิทยาลัยบูรพาออกไป แล้วจัดทำ TOR ขึ้นมาใหม่ โดยมีบุคคลที่เป็นหน้าห้องของนายอนุทินเข้ามาเกี่ยวข้อง

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ในตอนที่เขี่ยมหาวิทยาลัยบูรพาออกไปนั้น ตัวนายอนุทินเป็นคนที่ถูกอ้างถึงในการยกเลิกเพื่อเขี่ยมหาวิทยาลัยบูรพาออก และมีกระบวนการที่ทำกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าพฤติการณ์ลักษณะดังกล่าวดูคล้ายกับองค์กรอาชญากรรมที่ทำงานปล้นประเทศชาติอย่างเป็นระบบ

ส่วนกรณีที่มีข้อมูลว่าระดับบิ๊ก DSI เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ฝ่ายรัฐบาลออกมาระบุว่าไม่มีนั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่นมีหลายคนและทำกันเป็นขบวนการ กรรมาธิการอยู่ระหว่างการตรวจสอบและรวบรวมข้อมูล โดยบางรายชื่อเป็นชื่อที่ไม่คาดคิดว่าจะมาเกี่ยวข้อง เพราะไม่ได้อยู่ในกระทรวงที่อาจเป็นที่จับตามอง แต่กลับเข้ามาเกี่ยวข้อง และอย่างน้อยก็ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมหรือตัวแนะนำ

นายรังสิมันต์ ได้ยกตัวอย่างว่า การที่จะทำให้คนของ มศว ไปรู้จักกับบิ๊กเนมทางการเมืองบางคนได้นั้น จะต้องมีข้อต่อ และข้อต่อนั้นก็อยู่ในฝ่ายการเมือง ซึ่งเป็นบิ๊กเนมทางการเมืองเช่นเดียวกัน

สำหรับกรณีที่มหาวิทยาลัยบูรพาส่งหนังสือขอคุ้มครองพยานที่ให้ข้อมูลกับกรรมาธิการ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า วันนี้มีเรื่องทุจริตเกิดขึ้นมากมาย และขอตั้งคำถามว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่คือการปราบทุจริตหรือปราบคนแฉทุจริตกันแน่ โดยเรื่องที่ร้ายแรงที่สุดคือเรื่องทุจริต แต่กลับกลายเป็นว่าคนที่ออกมาแฉทุจริตถูกมองว่าผิดมากที่สุด

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ในฐานะประธานกรรมาธิการการกฎหมายและเป็นคนหนึ่งที่เรียนจบด้านนิติศาสตร์ อยากเรียกร้องไปยังผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด เพราะบางส่วนเป็นรุ่นพี่ และบางส่วนได้รับการปลูกฝังเรื่องความยุติธรรมมา แต่กลับปล่อยให้เกิดการข่มขู่พยานที่สำคัญที่สุด หรือคนที่รู้เรื่องทุจริตและออกมาแฉ ดำรงอยู่ในสังคมเช่นนี้

“เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และทำให้คนที่ให้ข้อมูลไม่กล้าให้ข้อมูลต่อ ซึ่งเป็นจุดประสงค์ของการข่มขู่ และหากให้ข้อมูลไปแล้วหรือยังให้ข้อมูลอยู่ ก็จะรู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะไม่มีทางรู้ว่าองค์กรอาชญากรรมนี้จะสามารถใช้อำนาจหรือใช้เส้นสายรังแกคนทั่วไปได้ขนาดไหน” นายรังสิมันต์ กล่าว พร้อมเรียกสิ่งนี้ว่าเป็น “องค์กรอาชญากรรมสีน้ำเงิน” ที่ต้องต่อสู้ต่อไป

ส่วนกรณีที่มีการเพิกถอนรายชื่อผู้สอบท้องถิ่นและตรวจพบว่ามีการกลับมาใช้วิธีจ้างเหมาเหมือนเดิมนั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า การสอบทุจริตท้องถิ่นมีหลายส่วน ทั้งเรื่องการปราบทุจริตและกรณีผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินจนได้ดำรงตำแหน่งไปแล้ว โดยขณะนี้เริ่มมีรายชื่อปรากฏออกมาแล้วว่ามีใครบ้าง
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า รัฐบาลมีการแบ่งออกเป็นชั้น ซึ่งกรรมาธิการยังไม่ได้ลงไปตรวจสอบโดยรายละเอียด ถือว่าเปิดโอกาสให้รัฐบาลได้ทำงานก่อน แต่ก็มีความกังวลว่า แม้จะมีการแบ่งเป็นชั้น บางคนที่สอบได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว แต่อาจได้รับการปรับคะแนนเพิ่มขึ้น ซึ่งหากคิดแค่การดูผลคะแนนเพียงอย่างเดียวก็เป็นห่วงว่าจะสามารถแก้ปัญหาการทุจริตได้อย่างแท้จริงหรือไม่ รวมถึงกรณีการกลับมาใช้วิธีจ้างเหมาเหมือนเดิมว่าจะสามารถนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นในการสอบท้องถิ่นได้อีกจริงหรือไม่ โดยในวันนี้กรรมาธิการมุ่งเน้นไปที่การตามหาตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังการทุจริตเป็นสำคัญ

สำหรับมาตรการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูล นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เบื้องต้นต้องมีการหารือกัน โดยมีหลายทางเลือกในการดำเนินการ และต้องพูดคุยกับทางมหาวิทยาลัยบูรพาด้วยว่ารูปแบบใดจะมีความเหมาะสมที่สุด เนื่องจากบางรูปแบบที่คิดว่าดี แต่หากผู้ให้ข้อมูลไม่ได้รู้สึกปลอดภัยมากขึ้นก็ไม่ได้ช่วยอะไร จึงต้องค้นหาวิธีการที่ทำให้ผู้ให้ข้อมูลรู้สึกปลอดภัยจริง ๆ ไม่เช่นนั้นจะไม่กล้าเข้ามาให้ข้อมูลอีก พร้อมยืนยันว่าข้อมูลที่มีอยู่ในวันนี้เป็นข้อมูลที่ชัดเจนมาก และข้อมูลหลายส่วนทางหน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรงในการให้คุณให้โทษก็น่าจะมีอยู่ทั้งหมดแล้ว

ส่วนกรณีบริษัท ไอบีฟู้ดส์ ที่จะเข้ามาให้ข้อมูลในวันพรุ่งนี้ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ขอให้รอฟังในช่วงการแถลงข่าว เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่กรรมาธิการได้เชิญบริษัทดังกล่าวเข้ามา และมีข้อมูลหลายอย่างที่พยายามรวบรวม ไม่ใช่แค่การตรวจสอบกระดาษคำตอบหรือความสัมพันธ์ของตัวบุคคลเท่านั้น แต่พยายามเจาะลึกไปถึงข้อมูลส่วนอื่นที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงด้วย

สำหรับการเรียก มศว มาให้ข้อมูลอีกครั้ง นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ในรอบนี้ได้เรียกอธิการบดีมาโดยตรง ซึ่งแตกต่างจากที่ผ่านมาเพราะอธิการบดีไม่เคยเดินทางมาเอง และมองว่าอธิการบดีเป็นหนึ่งในคนที่กุมความลับสำคัญของเรื่องนี้ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องเรียกมาให้ข้อมูล ทั้งนี้เท่าที่ทราบอธิการบดีน่าจะไม่มา แต่นโยบายของกรรมาธิการจะตรวจสอบว่าคนที่เดินทางมาชี้แจงแทนนั้น สามารถตอบคำถามแทนอธิการบดีได้มากน้อยเพียงใด พร้อมยืนยันว่าการที่อธิการบดีมาให้ข้อมูลด้วยตนเองต่อกรรมาธิการจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายอย่างยิ่ง

นายรังสิมันต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าจะเป็นบุคคลในแวดวงการศึกษาหรือแวดวงราชการ หากถูกบังคับให้กระทำความผิด หรือบางสิ่งไม่ได้เป็นไปตามจุดประสงค์ที่ควรจะเป็น การเข้ามาให้ข้อมูลกับกรรมาธิการจะเป็นประโยชน์สูงสุด โดยสิ่งที่กรรมาธิการต้องการมากที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเล็กตัวน้อย แต่ต้องการตัวใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดนี้