ผอ.JIC สวน “ฮุน เซน” อย่าบิดข้อเท็จจริง ชี้สงครามต้องนับ “นัดแรก” ไม่ใช่วันไทยโต้กลับ

12

ผอ.JIC สวน “ฮุน เซน” ควรยึดข้อเท็จจริง ปมกล่าวหา ไทย ปราบอาชญากรรม เป็น สงครามสมัยใหม่ ควรนับเสียงปืนนัดแรก ไม่ใช่วันที่ไทยตอบโต้ ซัด แยกให้ออก อาชญากรรมข้ามชาติ กับ ที่ตั้งทหาร

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC) กล่าวถึงกรณีสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา กล่าวในเวทีระหว่างประเทศว่า ไทยใช้การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เป็นข้ออ้างในการเข้าครอบครองดินแดนกัมพูชา และเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของ

“สงครามสมัยใหม่” ว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นเรื่องร้ายแรง และยิ่งเป็นการกล่าวบนเวทีระหว่างประเทศ ยิ่งควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้

ประเทศไทยไม่ได้ใช้ปัญหาสแกมเมอร์เป็นข้ออ้างในการยึดดินแดนของประเทศใด แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่างสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ กับการนำสถานที่นั้นไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหารซึ่งเป็นคนละประเด็นกันโดยสิ้นเชิง

หากอาคารหรือพื้นที่ใดถูกใช้เป็นที่ตั้งกำลัง เก็บยุทโธปกรณ์ หรือสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหาร ก็ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้งานของสถานที่นั้นตามหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เพราะฉะนั้น อย่าเปลี่ยนคำถามจาก สถานที่นั้นถูกใช้ทำอะไรระหว่างการสู้รบ ให้กลายเป็น ไทยโจมตีเพราะเป็นสถานที่สแกมเมอร์หรือไม่ สองคำถามนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ถ้าจะพูดถึงสงคราม ต้องเริ่มจากนัดแรก ไม่ใช่เริ่มจากวันที่ไทยตอบโต้” ผอ.JIC กล่าว

ส่วนที่สมเด็จฮุน เซน อ้างว่าสงครามชายแดนทำให้กัมพูชากำลังถูกเข้าครอบครองดินแดน ผอ.JIC กล่าวว่า หากจะอธิบายสงครามหรือการปะทะ สิ่งสำคัญที่สุดคือลำดับเหตุการณ์ ไม่ควรเริ่มบันทึกประวัติศาสตร์ในวันที่อีกฝ่ายตอบโต้

“ตามข้อมูลและหลักฐานของฝ่ายไทย กัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มใช้อาวุธก่อน และมีการใช้อาวุธที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่พลเรือนของไทย”

ผอ.JIC กล่าวอีกว่า การตอบโต้ของประเทศไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อหยุดยั้งภัยคุกคามและปกป้องชีวิตของกำลังพลและประชาชน หากฝ่ายกัมพูชาเห็นต่าง วิธีที่ดีที่สุดไม่ใช่การแข่งกันกล่าวหาผ่านเวทีระหว่างประเทศ แต่ควรนำวัน เวลา พิกัด ลำดับเหตุการณ์ และหลักฐานของทั้งสองฝ่ายมาตรวจสอบอย่างเป็นระบบ

“ข้อเท็จจริงไม่ควรกลัวการตรวจสอบ การคงกำลังตามข้อตกลงหยุดยิง ไม่ควรถูกเปลี่ยนคำศัพท์เป็นการยึดครอง”

เมื่อถามย้ำว่า ฮุน เซน ยืนยันว่าไทยกำลังครอบครองดินแดนกัมพูชา ผอ.JIC กล่าวว่า ต้องกลับไปอ่านถ้อยแถลงร่วมที่ทั้งสองประเทศตกลงกันเอง โดยหลักการหลังการหยุดยิงคือ คงกำลังตามตำแหน่งที่กำหนดไว้ในขณะหยุดยิง ไม่เคลื่อนกำลังเข้าหากัน ไม่เพิ่มความตึงเครียด ลดการยั่วยุ และที่สำคัญ การจัดวางกำลังดังกล่าวไม่ได้เป็นการตัดสินเรื่องการปักปันเขตแดน

“ดังนั้น เราไม่ควรทำสองสิ่งพร้อมกัน คือ ด้านหนึ่งลงนามให้คงกำลัง แต่อีกด้านหนึ่งกลับเรียกการคงกำลังของอีกฝ่ายว่า การยึดครอง หากมีข้อแตกต่างว่าเส้นเขตแดนอยู่ตรงไหน ให้กลไกเขตแดนทำงาน ทหารไม่ควรเป็นผู้ลากเส้นเขตแดน สื่อไม่ควรเป็นผู้ลากเส้นเขตแดน และคำปราศรัยฝ่ายเดียวก็ไม่สามารถลากเส้นเขตแดนได้ เรื่องนี้ต้องกลับเข้าสู่กลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับ”
นอกจากนี้ ผอ.JIC ยังได้กล่าวถึงกรณีการโจมตีพลเรือนว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าพลเรือนต้องได้รับการคุ้มครอง และหลักการดังกล่าวต้องใช้กับประชาชนของทั้งสองประเทศ เด็กไทยต้องได้รับการคุ้มครอง เด็กกัมพูชาก็ต้องได้รับการคุ้มครอง โรงเรียนไทยต้องปลอดภัย โรงเรียนกัมพูชาก็ต้องปลอดภัย เพราะหลักมนุษยธรรมไม่มีสัญชาติ

“เพราะฉะนั้น หากเราจะพูดถึงความเสียหายต่อพลเรือน เราต้องตรวจสอบความเสียหายทั้งสองด้าน รวมถึงชนิดอาวุธ ทิศทางการยิง พิกัด เวลา และเป้าหมาย และอีกหลักหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ต้องไม่ใช้สถานที่พลเรือนเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารจนทำให้ประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยง นี่คือมาตรฐานที่ทุกฝ่ายควรยอมรับร่วมกัน สงครามข้อมูลมีจริง วิธีต่อสู้กับมันคือเปิดหลักฐาน ไม่ใช่เพิ่มโฆษณาชวนเชื่อ”


เมื่อถามถึงกรณีฮุน เซน กล่าวถึงสงครามข้อมูล (Information Warfare) และสงครามจิตวิทยา (Psychological Warfare) ที่ใช้ทำลายชื่อเสียงกัมพูชา ผอ.JIC กล่าวว่า สงครามข้อมูลและการบิดเบือนข้อมูลเป็นความท้าทายในศตวรรษที่ 21 แต่เห็นว่าวิธีรับมือที่ดีที่สุดไม่ใช่การสร้างคำกล่าวหาเพิ่มขึ้นอีกชุดหนึ่ง

วิธีที่ดีที่สุดคือ เปิดข้อมูล เปิดหลักฐาน เปิดลำดับเหตุการณ์ และเปิดให้ตรวจสอบ ถ้าเรากล่าวว่าอีกฝ่ายทำสงครามข้อมูล แต่ในขณะเดียวกันเราเลือกนำเสนอเฉพาะข้อมูลที่สนับสนุนเรื่องเล่าของตัวเอง เราก็จะไม่มีวันออกจากวงจรสงครามข้อมูลได้”


ส่วนกรณีที่ไทยต้องการอะไรนั้น ผอ.JIC กล่าวว่า คำตอบง่ายมาก คือ ประเทศไทยไม่ต้องการสงคราม ไม่ต้องการดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน และไม่ต้องการเห็นประชาชนกัมพูชาเป็นศัตรู แต่ประเทศไทยมีหน้าที่ปกป้องชีวิตประชาชนและกำลังพลของเรา

“เรื่องสแกมเมอร์ ให้เราร่วมกันปราบ เรื่องการใช้สถานที่เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร ให้ข้อเท็จจริงและกฎหมายเป็นตัวตัดสิน เรื่องเหตุปะทะ ให้เปิดลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด ไม่ใช่เริ่มเล่าเฉพาะวันที่ไทยตอบโต้ เรื่องเขตแดน ให้กลไกเขตแดนทำงาน และเรื่องหยุดยิง ให้ทั้งสองฝ่ายรักษาถ้อยแถลงร่วม คงกำลังตามที่ตกลง ลดการยั่วยุ และสร้างบรรยากาศให้การเจรจาเดินหน้า”

ผอ.JIC กล่าวว่า หากกังวลจริงว่าสงครามในศตวรรษที่ 21 กำลังทำลายสังคม สิ่งที่ควรทำไม่ใช่สร้างสงครามเรื่องเล่าอีกสนามหนึ่ง แต่คือทำให้เสียงปืนเงียบ ข้อเท็จจริงดังขึ้น และการเจรจากลับมาทำงาน เพราะนั่นคือสิ่งที่ประชาชนไทยและกัมพูชาต้องการ


“ถ้าจะพูดถึงสงคราม ต้องเริ่มจากนัดแรก ไม่ใช่เริ่มจากวันที่ไทยตอบโต้ ถ้าจะพูดถึงสแกมเมอร์ ก็ต้องแยกให้ออกระหว่างอาชญากรรมข้ามชาติกับการใช้สถานที่เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร”