ผู้เชี่ยวชาญจีนเผยสาเหตุโคลนถล่มครั้งรุนแรงที่ด่านจี๋หลงในเขตปกครองตนเองซีจ้าง ต้นเหตุจาก ธารน้ำแข็งบนพื้นที่สูงฝั่งเนปาลพังทลาย ก่อนมวลตะกอนและเศษซากไหลทะลักลงสู่พื้นที่ด้วยความเร็วราว 50 เมตรต่อวินาที กวาดพื้นที่ยาวกว่า 20 กิโลเมตร เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิต 3 ราย และสูญหายกว่า 500 คน เร่งค้นหาและช่วยเหลือท่ามกลางสภาพภูมิประเทศสุดซับซ้อน

ปักกิ่ง, 28 ส.ค. (ซินหัว) — กัวจ้าวเฉิง ผู้เชี่ยวชาญประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติของจีน กล่าวว่าเหตุโคลนถล่มรุนแรงที่ด่านชายแดนจี๋หลงในเขตปกครองตนเองซีจ้างทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตและผู้สูญหายจำนวนมาก มีต้นตอจากการพังทลายของธารน้ำแข็งบนพื้นที่สูงของฝั่งเนปาล
กัวกล่าวว่าการพังทลายของธารน้ำแข็งทำให้กองตะกอนธารน้ำแข็งไหลลงจากเนินเขาอย่างรวดเร็วและกวาดโกยเศษซากต่างๆ ตามทางจนกลายเป็นมวลโคลนถล่ม
ด่านจี๋หลงเมื่อช่วงเช้าวันพุธ (26 ส.ค.) ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย ผู้สูญหาย 558 ราย เมื่อนับถึง 08.00 น. ของวันพฤหัสบดี (27 ส.ค.) ตามเวลาปักกิ่ง

โคลนถล่มที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มเคลื่อนตัวด้วยความเร็วราว 50 เมตรต่อวินาที ซึ่งถือว่าเร็วมากจนผู้คนแทบไม่มีเวลาตั้งตัว ขณะพื้นที่ประสบภัยมีระยะทางยาวมากกว่า 20 กิโลเมตร ส่งผลให้เกิดความสูญเสียร้ายแรง ทำให้งานป้องกันและลดทอนภัยพิบัติบนที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบตต้องใช้แนวทางที่มุ่งเน้นการรับมือกรณีเลวร้ายที่สุดและคำนึงถึงสภาพพื้นที่อันสลับซับซ้อน

(แฟ้มภาพซินหัว : พื้นที่ใกล้ด่านจี๋หลงในเขตปกครองตนเองซีจ้างทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน หลังจากเกิดเหตุโคลนถล่มรุนแรง วันที่ 26 ส.ค. 2026)




