กรุงเทพฯ, 27 ส.ค.69 – จากกรณีเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารพรานร้อย.ทพ. 3602 ฐานบ้านท่าตาฝั่ง ได้ออกตรวจลาดตระเวนทางน้ำและพบแพไม้สักขนาดใหญ่ถูกผูกมัดรวมกันบริเวณริมแม่น้ำสาละวิน บ้านแม่แวน ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน โดยมีไม้ท่อนรวมกันประมาณ 60-70 ท่อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไม้สักท่อนเก่า และพบไม้ท่อนใหม่ปะปนมาอีกประมาณ 10 ท่อน นั้น นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) สั่งการด่วนให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับทหารพรานร้อย.ทพ.3602 ตรวจยึดแพไม้สักดังกล่าว พร้อมขยายผลนำตัวผู้กระทำผิดดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด พร้อมยกระดับมาตรการเข้มแนวชายแดนสกัดขบวนการข้ามชาติ

ทั้งนี้นายสุชาติได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์การลักลอบทำลายทรัพยากรธรรมชาติธรรมชาติตามทางแนวชายแดน พร้อมเน้นย้ำนโยบายเด็ดขาดในการปกป้องผืนป่าของชาติ “ทรัพยากรป่าไม้คือสมบัติของคนไทยทุกคน ทันทีที่ผมได้รับรายงานเรื่องนี้ ก็ได้สั่งการให้กรมอุทยานแห่งชาติ ร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคงและทหารพรานในพื้นที่ เร่งชักลากของกลางทั้งหมดมาตรวจสอบอย่างละเอียด พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกราย โดยไม่มีละเว้น”

ด้านนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า จากรายงานของนายชัยชาญ ศรียงค์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่16 (สาขาแม่สะเรียง) บริเวณที่พบแพดังกล่าวอยู่บริเวณริมแม่น้ำสาละวิน บ้านแม่แวน ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ลักษณะแพเป็นแพไม้สักผูกมัดรวมกัน จำนวน 60-70 ท่อน (ไม้สักท่อนเก่าส่วนใหญ่ และไม้สักใหม่ประมาณ 10 ท่อน) จากการประเมินของเจ้าหน้าที่ คาดว่าแพไม้ดังกล่าวถูกชักลากมาจาก “บ้านโกเกะ” ฝั่งรัฐกะเหรี่ยง (KNU) และเตรียมลักลอบชักลากผ่านแนวชายแดนเข้ามาในฝั่งไทยหรือลำเลียงต่อเนื่อง
ทั้งนี้ รมว.ทส ได้สั่งการให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ เร่งตรวจยึด และพิสูจน์ทราบ โดยได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติสาละวินทำการชักลากของกลางทั้งหมดไปยังจุดปลอดภัย เพื่อวัดขนาด คำนวณปริมาตรไม้ และจัดทำบันทึกตรวจยึดตามระเบียบต่อไป รวมทั้งให้ประสานงานร่วมกับฝ่ายความมั่นคงและหน่วยงานทหารในพื้นที่ เพื่อสืบสวนหาเส้นทางและตัวการขบวนการค้าไม้เถื่อนข้ามพรมแดนทั้งระบบ นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้เพิ่มความถี่ในการลาดตระเวนทางน้ำตลอดแนวแม่น้ำสาละวิน เพื่อสกัดกั้นและป้องกันมิให้เกิดการลักลอบกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าวซ้ำอีก




