Home กระบวนการยุติธรรม ตร.ปปป. รวบเพิ่ม เจ้าหน้าที่ อบต.ศรีสะเกษ ร่วมกับ ”นายกเฮง” คดีเรียกเงิน 6.5 แสนบาท อ้างวิ่งเต้นสอบท้องถิ่น

ตร.ปปป. รวบเพิ่ม เจ้าหน้าที่ อบต.ศรีสะเกษ ร่วมกับ ”นายกเฮง” คดีเรียกเงิน 6.5 แสนบาท อ้างวิ่งเต้นสอบท้องถิ่น

21

ตร.ปปป. รวบเพิ่ม เจ้าหน้าที่ อบต.ศรีสะเกษ ร่วมกับ ”นายกเฮง” คดีเรียกเงิน 6.5 แสนบาท เปิดพฤติการณ์อ้างวิ่งเต้นสอบท้องถิ่น เหยื่อหลงเชื่อตามจ่าย 3 ครั้ง สุดท้ายสอบไม่ติด

วันที่ 27 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ต.ถิรวัฒน์ ฟักประไพ สว.(สอบสวน) กก.3 บก.ปปป.พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้าจับกุม นางนวพร อายุ 35 ปี เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลตองปิด จ.ศรีสะเกษ ได้ที่บริเวณถนนหน้าที่ว่าการอำเภอน้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ หลังถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกรับเงิน จำนวน 650,000 บาท อ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้สอบบรรจุเข้ารับราชการท้องถิ่นไ
รายงานข่าวระบุว่า นางนวพร นั้นถูกกล่าวหาว่าร่วมกับ นายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือ “นายกเฮง” อดีตผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทย เรียกรับเงินจากผู้เสียหายจำนวน 650,000 บาท โดยอ้างเป็นค่าดำเนินการช่วยเหลือเกี่ยวกับการสอบบรรจุเข้ารับราชการท้องถิ่น

จากการรวบรวมพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องทั้ง 2 ราย ในข้อหาเป็นคนกลางเรียกรับสินบน และเรียกรับทรัพย์สินเพื่อจูงใจเจ้าพนักงานของรัฐ ก่อนเข้าดำจับกุมตามขั้นตอนของกฎหมาย และนำตัวกลับมาดำเนินคดีต่อไป

ทั้งนี้ มีรายงานถึงพฤติการณ์ของคดีว่า จากการสอบสวนทราบว่า ผู้เสียหายได้รับการแนะนำให้รู้จักกับนางนวพร ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ที่ อบต.ตองปิด ก่อนที่ช่วงปี 2566 นางนวพรจะชักชวนให้ผู้เสียหายสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พร้อมกล่าวอ้างว่า นายประวิทย์ หรือ “นายกเฮง” ได้รับโควตาและสามารถช่วยเหลือบุคคลให้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการได้หลายตำแหน่ง

ต่อมาประมาณกลางปี 2566 ผู้เสียหายและนางนวพรเดินทางไปยังบ้านของนายประวิทย์ เมื่อไปถึงพบกับนายประวิทย์และบุคคลอื่นอีกหลายราย ผู้เสียหายจึงแจ้งความประสงค์ขอจองตำแหน่งนักวิชาการศึกษา กลุ่มภาคกลาง เขต 2

โดยนายประวิทย์และนางนวพรกล่าวอ้างว่า จะนำเงินไปมอบให้คณะกรรมการจัดสอบ ซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกรุงเทพมหานคร ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและมอบเงินสดจำนวน 100,000 บาท เพื่อจองตำแหน่ง พร้อมได้รับแจ้งว่า หากมีรายชื่อเป็นผู้สอบผ่าน จะต้องชำระเงินส่วนที่เหลือให้ครบจำนวน 650,000 บาท

หลังจากนั้น นางนวพรยังเดินทางไปพบบิดาและมารดาของผู้เสียหายที่บ้าน และชักชวนให้ผู้เสียหายสมัครสอบบรรจุครู สพฐ. โดยอ้างว่าจะนำเงินไปมอบให้คณะกรรมการจัดสอบ ทำให้บิดาของผู้เสียหายนำที่ดินไปเป็นหลักประกันเพื่อขอสินเชื่อจำนวน 270,000 บาท ก่อนที่วันที่ 17 พ.ค. 2567 ผู้เสียหายจะฝากเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีธนาคารของนางนวพร อย่างไรก็ตาม ภายหลังการสอบปรากฏว่าผู้เสียหายไม่ผ่านการคัดเลือก จึงติดตามทวงถามเงินคืนเป็นระยะ แต่ก็ไม่ได้รับเงินคืน

ต่อมาเมื่อกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเปิดรับสมัครสอบอีกครั้ง นางนวพรได้ให้ผู้เสียหายสมัครสอบในตำแหน่งนักวิชาการศึกษา กลุ่มภาคกลาง เขต 2 พร้อมให้ชำระเงินแก่นายประวิทย์เพิ่มอีก 280,000 บาท

กระทั่งวันที่ 24 พ.ย. 2568 ผู้เสียหายพร้อมสามีเดินทางไปส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าวที่บ้านของนายประวิทย์ โดยนายประวิทย์และนางนวพรยังกล่าวอ้างว่า เงินจะถูกนำไปมอบให้คณะกรรมการจัดสอบ และหากชำระเงินครบถ้วนก่อน ผู้เสียหายจะมีรายชื่ออยู่ในลำดับต้น ๆ ด้วย รวมแล้วผู้เสียหายส่งมอบเงินทั้งสิ้น 3 ครั้ง เป็นเงินรวม 650,000 บาท แต่ภายหลังประกาศผลสอบกลับปรากฏว่าไม่ผ่านการคัดเลือก เมื่อผู้เสียหายติดตามทวงถามเงินคืน กลับถูกบ่ายเบี่ยงเรื่อยมา จึงเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับนายประวิทย์และนางนวพรตามกฎหมาย

พนักงานสอบสวน บก.ปปป. ได้รวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนขอศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งสองราย และวางแผนเข้าจับกุมดำเนินคดีดังกล่าว